ปัญหาทางการสืบพันธุ์เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการผลิตของฟาร์มสูง การให้การจัดการที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันและการเข้าใจปัญหาแล้วทำการแก้ไขให้เร็วจะช่วยลดความสูญเสียได้
1.การแก้ไขปัญหาผสมติดยาก
ตรวจการเป็นสัดให้ถูกต้อง และให้ทำการผสมเทียมในเวลาเหมาะ
การตรวจสัดที่ดี
• เกษตรกรควรตรวจสัด ช่วงเช้า ตอนโคเดินเข้ามารีดนมช่วงเช้าและช่วงเย็น และช่วงหัวค่ำ โดยแต่ละครั้งควรนาน 20-30 นาที
• พื้นที่ที่โคพักควรเป็นพื้นที่เรียบไม่แข็ง ไม่ควรมีก้อนหินขรุขระ และให้อยู่รวมในฝูงไม่แยกเดี่ยว
• โคที่ยืนนิ่งให้โคตัวอื่นปีนเป็นโคที่เป็นสัดจริง
• เวลาที่เหมาะในการผสมมากที่สุดคือช่วง 12-16 ชม.หลังโคเริ่มยืนนิ่งเป็นสัด
สาเหตุที่ทำให้การจับสัดในฟาร์มผิดพลาดมากคือ
1. สภาพโรงเรือน พื้นคอกพักที่ไม่เหมาะสม ทำให้โคแสดงอาการเป็นสัดได้ไม่ชัดเจน
2. หมายเลขประจำตัวโคไม่ชัดเจน
3. ความผิดพลาดของการบันทึกอาการโคที่ใกล้เป็นสัดและอาการโคที่เป็นสัดจริง
4. มีการตรวจการเป็นสัดไม่เพียงพอ อาจเป็นเพราะเจ้าของฟาร์มมีงานมาก หรือไม่ให้เวลาหรือให้ความสำคัญในการจับสัด หรือไม่นำวิธีการอื่น ๆ เข้าช่วยการจัดการจับสัดในโคในฝูง
เทคนิคการผสมเทียมที่ดีช่วยเพิ่มการผสมติด
การผสมเทียม ต้องทำอย่างสะอาดถูกต้อง ทั้งการละลายน้ำเชื้อและการบรรจุปืนฉีดน้ำเชื้อ ที่สำคัญน้ำเชื้ออสุจิต้องมีคุณภาพดี และเกษตรกรควรทราบประวัติพันธุกรรมของพ่อโค ด้วยเป็นการปรับปรุงพันธุ์โคในฝูงและต้องไม่เป็นทางแพร่โรคทางการสืบพันธุ์
โคควรถูกตรวจท้องหลังผสม 60 วัน บันทึกการท้องและกำหนดคลอด
ประเมินประสิทธิภาพการผสมเทียม
• ลงบันทึกข้อมูลการผสมเทียมทุกครั้ง ทั้งวันที่ผสมและชื่อพ่อพันธุ์ที่ใช้
• โคสาวควรเป็นสัดและผสมติดที่อายุ 15-18 เดือน น้ำหนักประมาณ 280-300 กก. คลอดลูกตัวแรกที่อายุไม่เกิน 27-30 เดือน
• แม่โคหลังคลอดควรเป็นสัดและได้รับการผสม 60 วันหลังคลอด โคส่วนใหญ่ในฝูงควรผสมติดภายใน 100 วันหลังคลอด
มีปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการผสมติดคือ
1. การทำการผสมเทียมในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการจับสัดที่ถูกต้อง
2. เทคนิคการผสมเทียมที่ถูกต้องสะอาดและการเก็บรักษาคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็ง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำการผสมเทียมเอง
3. สภาวะอาหารและสุขภาพความสมบูรณ์ของแม่โคและโคสาว ณ เวลาที่ทำการผสมเทียม และภายหลังการผสมเทียม
4. การที่มดลูกเข้าอู่สมบูรณ์ไม่มีการติดเชื้อในมดลูกและมีความพร้อมที่จะรับการตั้งท้อง โดยเฉพาะในการผสมครั้งแรก
2. มดลูกอักเสบ
มดลูกอักเสบเฉียบพลัน
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะแรกหลังคลอดภายใน 7 วัน มักพบในแม่โคที่มีปัญหาคลอดยาก ต้องมีการช่วยคลอดโดยดึงลูกออก ลูกตายเริ่มเน่าขณะช่วยดึงออก หรือมีปัญหารกค้าง มดลูกทะลักหลังคลอด แม่โคอาจแสดงอาการเบ่งเป็นระยะพบของเหลวที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกจากช่องคลอดสีน้ำเลือด และอาจพบช่องคลอดอักเสบร่วม
อาการ การตรวจร่างกายพบว่าแม่โคมีไข้ ชีพจรสูงขึ้น อัตราการหายใจเร็วขึ้น ต้องแยกให้ออกจากอาการของเต้านมอักเสบ ปอดอักเสบ ให้ทำการตรวจทางทวารหนักอย่างนุ่มนวล ตรวจประเมินการเข้าอู่ของมดลูก และลักษณะมดลูกว่าขนาดเท่าใดมีของเหลวภายในมากเพียงใด
การรักษา ให้ยาชาเฉพาะที่โคนหางเพื่อให้แม่โคลดการเกร็งเบ่งขับของเสียในมดลูก ให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างทางระบบร่วมกับให้ทางมดลูก (ควรเลือกยาที่เตรียมเฉพาะใช้กับระบบสืบพันธุ์) ให้สารน้ำและยาลดไข้ลดอักเสบกรณีมีไข้สูงและให้การดูแลพยาบาลที่ดี
พยากรณ์โรค แม่โคที่มีการติดเชื้อและสร้างสารพิษเข้าทางระบบอาจตายได้ ในรายที่ตอบสนองการรักษาอาการจะดีขึ้นภายใน 24 ชม. และให้ทำการตรวจช่องคลอดและล้างมดลูก แม่โคที่มีปัญหามดลูกอักเสบหลังคลอดมักพบว่าเป็นมดลูกอักเสบเรี้อรังตามมา
มดลูกอักเสบเรื้อรังและมดลูกเป็นหนอง
พบในโคบางรายเคยเป็นมดลูกอักเสบเฉียบพลันมาก่อน ส่วนใหญ่มดลูกไม่สามารภกำจัดเชื้อแบททีเรียที่ปนเปื้อนที่ติดมาในระยะคลอดลูกออกได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคที่เรียเข้าช่องคลอดจำนวนมากเกินกว่าแม่โคจะทำการกำจัดเชื้อได้เองโดยธรรมชาติ มักพบมากในแม่โคมีปัญหารกค้างหลังคลอด มดลูกเข้าอู่ช้า มีการกลับมามีวงจรการเป็นสัดหลังคลอดช้า มีเนื้อเยื่อเสียหายขณะคลอด หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในฟาร์มที่พบแม่โคมีปัญหามดลูกอักเสบสูงในบางปี น่าเป็นผลจากการจัดการขณะคลอดไม่สะอาด และอาจเป็นผลร่วมจากวิตามินแร่ธาตุในอาหารไม่สมดุล
อาการ แม่โคไม่แสดงอาการมีไข้ การกินอาหารและการให้นมปกติ ตรวจช่องคลอดพบหนองปนเมือกอยู่หน้าช่องคลอด การล้วงตรวจทางทวารหนักพบว่ามีปีกมดลูกขนาดใหญ่กว่าขนาดที่ควรเป็น การเข้าอู่ช้ากว่าปกติ และรู้สึกว่ามดลูกมีลักษณะบวม ในบางรายมดลูกขยายใหญ่มาก มีหนองอยู่ภายในผนังมดลูกหนา เป็นลักษณะมดลูกเป็นหนอง รังไข่อาจยังไม่เริ่มทำงาน หรือบางตัวอาจเริ่มมีวงรอบแล้ว
การแก้ไขรักษา ในรายที่แม่โคมีคอร์ปัสลูเทียมในรังไข่ให้สารโปรสตาแกลนดินเพื่อสลายคอร์ปัสลูเทียม และทำให้แม่โคเป็นสัดเพื่อให้คอมดลูกเปิดและขับหนองออกแล้วจึงทำการล้างมดลูก ทำการล้างมดลูกใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิกว้าง ไม่ระคายเคืองผิวมดลูก (ควรเลือกยาที่เตรียมเฉพาะใช้กับระบบสืบพันธุ์) โดยต้องงดส่งเนื้อขายตามกำหนด และให้ยาปฏิชีวนะออกฤทธิกว้างเข้าทางระบบด้วย
ผลต่อความสมบูรณ์พันธุ์ พบว่าการเป็นมดลูกอักเสบจะมีผลให้แม่โคมีความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำลง ระยะห่างการตกลูกยาวขึ้น แม่โคบางตัวอาจเป็นหมันด้วยมีความเสียหายของมดลูกและท่อนำไข่ อาจมีผลทำให้แม่โคบางตัวไม่แสดงอาการเป็นสัด
3.รกค้าง
รกคือเนื้อเยื่อส่วนของลูกที่เกาะกับผนังมดลูกของแม่ โดยในโคการเกาะติดเป็นแบบคล้ายเม็ดกระดุม โดยปกติส่วนเยื่อหุ้มตัวลูกหรือรก จะถูกขับออกจากตัวแม่ภายใน 3-8 ชม. หลังคลอดลูก มีขบวนการคือหลังจากที่ลูกถูกขับออกไปเมื่อคลอด สายสะดือขาดและไม่มีเลือดมาเลี้ยงถุงหุ้มตัวลูก เลือดที่เคยมาเลี้ยงตัวลูกจำนวนมากจะลดลงอย่างมากทันที ส่วนของแม่จะมีขนาดเล็กลงเพราะเลือดมาเลี้ยงลดลงเช่นกัน โดยรูปร่างกระดุมจะเปลี่ยนจากรูปรีเป็นทรงกลม ช่วยให้เนื้อเยื่อส่วนของลูกหลุดออกจากกระดุมได้ง่ายขึ้นระหว่างการบีบตัวของมดลูกหลังคลอด น้ำหนักของรกเองจะช่วยให้รกหลุดตกออกจากมดลูกได้ดีขึ้น การที่รกค้างอยู่ในมดลูกหลุดออกมาช้ากว่า 12 ชั่วโมงหลังคลอด มักมีความผิดปกติในขบวนการลอกหลุดของเนื้อเยื่อยึดเกาะระหว่างแม่และลูกภาวะรกค้างจะพบมากในโคมากกว่าในสัตว์ชนิดอื่นๆ รกค้างจะเป็นสาเหตุเกี่ยวเนื่องนำไปสู่ปัญหาโรคมดลูกอักเสบมดลูกเป็นหนอง โดยมักเกิดในขบวนการคลอดที่ไม่ปกติทำให้เกิดรกค้างตามมาและเป็นสิ่งโน้มนำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่มดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่โคมีปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์และผสมติดยาก
อัตราการตายต่ำประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ แต่พบปัญหามดลูกอักเสบ น้ำนมลด ผสมติดยาก ตามมา โดยอัตราการเกิดสูงมากในระดับ 20, 50 หรือถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการจัดการในขณะคลอด และภาวะสมดุลของอาหารวิตามินแร่ธาตุในฟาร์ม
การแก้ไขและรักษา
ใช้วิธีตัดส่วนที่ห้อยออกจากปากมดลูกให้สั้นที่สุด แล้วให้ยาปฏิชีวนะทางช่องคลอดเข้าในมดลูก ทำการสอดเข้าในมดลูกให้ลึกและต้องทำอย่างสะอาดที่สุด แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะออกซี่เตตร้าไซคลินขนาด 1-3 กรัม เข้าในมดลูก จะช่วยลดการอักเสบและติดเชื้อได้ดี แต่จะมีการตกค้างของยาปฏิชีวนะลงในน้ำนม 24-48 ชม. ที่จะต้องงดส่งนม กรณีที่แม่โคมีอาการป่วยแทรกซ้อน ต้องให้การรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะทางระบบ การให้ยาลดไข้และยาอื่นๆ ที่เหมาะสมตามอาการของโค รกที่เหลือค้างอยู่จะหลุดออกเองได้ภายใน 10-15 วัน โคที่ไม่ปลดรกพบว่ามีอัตราการผสมติดและความสมบูรณ์พันธุ์ดีกว่าโคที่ปลดรก ไม่แนะนำให้ทำการปลดด้วยมือด้วยจะเกิดความชอกช้ำในมดลูก มีผลให้เกิดการเสียหายมดลูกอักเสบและผสมติดยากตามมา
การควบคุมและป้องกัน
การเสริมไวตามินและแร่ธาตุ มีรายงานการเสริมไวตามินเอ อี ซีลีเนียม ในระยะก่อนคลอดทั้งแบบผสมอาหารและแบบฉีดพบว่าลดอุบัติการณ์การเกิดรกค้างได้ ด้วยสารเหล่านี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อและการอักเสบได้ระดับไวตามินอีที่แนะนำผสมในอาหารเป็น 400-1,000 มก.ต่อวัน แบบฉีดเข้ากล้าม 7-14 วันก่อนคลอดแนะนำให้ในขนาด 680-3,000 มก.ต่อวัน มีรายงานการให้ไวตามินอีร่วมกับซีลีเนียม พบว่าให้ผลในการป้องกันรกค้างได้ดีกว่าการให้ไวตามินอีอย่างเดียว โดยขนาดที่แนะนำให้เสริมในอาหารคือไวตามินอี 400-800 ไอยู./วันร่วมกับซีลีเนียม 3-6 มก./วัน
การจัดการภายในฟาร์ม มีการจัดการขณะคลอดให้สะอาดลดการติดเชื้อเข้าช่องคลอด มีคอกพักรอคลอดเป็นสัดส่วนแห้งและสะอาด มีการจัดการโคในฟาร์มให้ปลอดจากโรคทางการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะโรคแท้งติดต่อต้องปลอดโรคในฝูง เพื่อลดปัญหาแท้งและเกิดรกค้างตามมา ทำการป้องกันการเกิดโรคไข้น้ำนม เช่นปรับสูตรอาหารในระยะพักรีดนม เช่นให้สัดส่วนแคลเซียมลดลง การให้ไวตามินดีก่อนคลอด การจัดการอาหารให้สมดุลในระยะใกล้คลอดและหลังคลอด การไม่ให้แม่โคอ้วนเกินไปในระยะพักรอคลอด
4.โรคถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่เป็นความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ที่พบได้บ่อยในโค โดยมีรายงานพบได้มากในโคนม นับเป็นโรคที่นำความสูญเสียทางเศรษฐกิจในฟาร์มโคนมที่สำคัญโรคหนึ่ง รังไข่ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่ คือรังไข่ที่มีลักษณะกระเปาะที่มีของเหลวที่ขนาดใหญ่กว่าไข่ (ฟอลลิเคิล) ที่โตเต็มที่ก่อนตกในวงรอบการเป็นสัดตามธรรมชาติ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2.5 ซม.) อาจมี 1 ใบ หรือมากกว่าก็ได้ ซึ่งลักษณะโครงสร้างนี้คงอยู่ได้นานกว่า 10 วัน และมีผลทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดไปจากปกติ
ถุงน้ำในรังไข่ เป็นผลจากการไม่ตกไข่ตามปกติของฟอลลิเคิลที่เจริญเต็มที่ เป็นผลให้ไม่มีวงรอบการเป็นสัดตามปกติ ทำให้แม่โคแสดงอาการไม่มีวงรอบการเป็นสัดหรือเป็นสัดบ่อยๆ
สาเหตุโน้มนำ
โรคถุงน้ำในรังไข่ มักเป็นผลร่วมกันระหว่าง การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ความเครียด การให้ผลผลิตน้ำนมมาก อายุโค และผลจากอาหาร อุบัติการณ์เกิดโรคถุงน้ำในรังไข่พบมากในโคอายุ 4-6 ปี โดยพบได้น้อยมากในแม่โคท้องแรก และมีความสัมพันธ์กับการให้ผลผลิตน้ำนมโดยแม่โคให้ผลผลิตน้ำนมสูงจะพบการเกิดโรคได้สูง และพบว่าโคที่เคยเป็นโรคนี้ในท้องที่ผ่านมาจะพบการเป็นโรคนี้ได้อีกในท้องต่อไป
การรักษา
ปัจจุบันการรักษาด้วยฮอร์โมนเป็นแนวทางการรักษาที่แนะนำให้ใช้ หากโคมีอาการเป็นสัดไม่ปกติให้แจ้งนายสัตวแพทย์ ทำการตรวจรักษาการให้การรักษาเร็วจะเพิ่มโอกาศหายจากโรคได้
การป้องกันโรคถุงน้ำในรังไข่
• คัดเลือกสายพันธุ์โคพ่อพันธุ์ ญาติพี่น้องของแม่พันธุ์และตัวแม่พันธุ์เองต้องไม่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่
• ป้องกันโดยไม่ให้โคอ้วนในระยะพักรีดนม (ไม่ควรมีคะแนนความสมบูรณ์ของรูปร่างมากว่า 4.0)
• มีโปรแกรมการล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด 45-60 วัน และต้องตรวจโคทุกตัวที่ไม่แสดงอาการเป็นสัดหลังคลอด 60 วัน หรือเป็นสัดบ่อยๆ เป็นสัดไม่ตรงรอบ เพื่อให้การรักษาได้เร็วช่วยให้การตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
5.มดลูกทะลัก ช่องคลอดทะลัก
ช่องคลอดทะลัก และ/หรือ มดลูกทะลักในโค ส่วนใหญ่จะพบในแม่โคอายุมาก ภาวะแคลเซียมต่ำในระยะใกล้คลอดหรือขณะคลอดโดยที่แม่โคอาจมีอาการไข้น้ำนมและแม่โคลงนอน หรือบางรายอาจไม่มีอาการของไข้น้ำนมก็ได้ อาจพบในแม่โคที่มีปัญหาคลอดยากโดยเฉพาะมีการช่วยคลอดโดยการดึงลูกพบมากในโคสาวท้องแรก มีประวัติช่องคลอดทะลักก่อนคลอดแล้วพบว่ามีโอกาสเกิดมดลูกทะลักหลังคลอดได้ มีปัญหารกค้างแล้วเกิดมดลูกทะลักตามมา
การแก้ไขจัดการ เจ้าของโคต้องตรวจพบการทะลักและจัดการดูแลให้เร็วที่สุด เมื่อพบว่าแม่โคเกิดมดลูกทะลัก โดยแยกแม่โคที่มดลูกทะลักออกจากฝูงให้อยู่คอกเดี่ยวเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากโคตัวอื่นที่จะมาดมเลีย กระแทกมดลูกส่วนที่ทะลักออกมา หาผ้าสะอาดที่เปียกมาหุ้มห่อส่วนที่ทะลักออกมาไว้ หากเป็นไปได้ให้พยายามช่วยประคองส่วนที่ทะลักออกมาเพื่อลดการคั่งของเลือดในส่วนนี้ จนกว่าสัตวแพทย์จะมาถึง แจ้งสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด
ให้ยาชาเฉพาะที่โคนหางเพื่อให้แม่โคลดการเกร็งเบ่งบีบมดลูก ทำความสะอาดมดลูกโดยน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นที่สะอาดโดยไม่ผสมยาฆ่าเชื้อ ด้วยอาจมีฤทธิ์กัดทำลายเนื้อเยื่อมดลูกได้ ตรวจสอบส่วนที่ทะลักออกมาว่ามีการฉีกขาดที่ส่วนใด หากมีให้ทำการเย็บให้เรียบร้อย ช่วยดันมดลูกกลับอย่างนุ่มนวลและมั่นคง กรณีมดลูกหรือช่องคลอดออกมามากและนานอาจบวมน้ำต้องลดการบวมโดยใช้น้ำตาลทราย 2-3 กก. โรยส่วนที่ยื่นออกมา จะช่วยลดขนาดและดันกลับได้ง่ายขึ้น หลังดันมดลูกกลับเข้าที่แล้ว ให้ยาปฏิชีวนะชนิดที่เตรียมเพื่อให้ทางมดลูกผ่านเข้าทางช่องคลอด และให้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างเข้าทางระบบ เย็บปากมดลูกโดยวัสดุที่ใช้เหมาะสม ให้ทำการตรวจซ้ำหลังการแก้ไข 24 ชม. เอาวัสดุเย็บออกเมื่อแน่ใจว่าขนาดมดลูกเล็กลงและคอมดลูกหดตัวเล็กลงไม่มีโอกาสที่มดลูกจะทะลักกลับมาอีก (ประมาณ 7-10 วัน) ให้ติดตามรักษาปัญหามดลูกอักเสบที่อาจพบตามมาได้
การจัดการที่ดีในระยะพักรีดนมหรือระยะรอคลอดและขณะคลอดลูก จะลดปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ เช่น
• ระยะพักรอคลอดอย่าให้แม่โคอ้วน (คะแนนความสมบูรณ์รูปร่างน้องกว่า 4)
• ปรับอาหารในระยะพักรอคลอดให้สัดส่วนแคลเซี่ยมต่ำลง เพื่อป้องกันปัญหาไข้น้ำนมหลังคลอด
• ให้วิตามิน เอดีอี ก่อนคลอด 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยลดปัญหารกค้างและไข้น้ำนมหลังคลอด
• ขณะรอคลอด คอกพักรอคลอดต้องแห้งสะอาด หากต้องช่วยคลอดให้ทำอย่างสะอาดนุ่มนวล และหากช่วยดึงลูกในช่องคลอดต้องสอดยาปฏิชีวนะเข้าช่องคลอด ดูอาการแทรกซ้อน การกินอาหาร การให้น้ำนม ตรวจวัดไข้ และแจ้งสัตวแพทย์หากแม่โคมีอาการผิดปกติ
การจัดการเพื่อให้แม่โคมีประสิทธิภาพทางการสืบพันธุ์ที่ดี
ในฝูงที่มีสถานะความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำจะต้องมีการปรับแก้ปัญหา และฝูงที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ดีต้องรักษาระดับความสมบูรณ์ให้คงดีตลอดเวลา หัวใจสำคัญในการรักษาให้ความสมบูรณ์พันธุ์อยู่ในระดับดีตลอดคือ
• การมีข้อมูลที่บันทึกถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากที่สุด
• มีการค้นหาโคที่มีปัญหาเพื่อทำการรักษาแก้ไข
• การตรวจแม่โคอย่างสม่ำเสมอ และติดตามผลการรักษาในโคที่มีปัญหาความสมบูรณ์พันธุ์ ประสิทธิ์ผลของการจัดการจะได้เมื่อมีการนำไปปฏิบัติโดยมีบุคลากรในฟาร์มงานร่วมกัน คือ เกษตรกรเจ้าของฟาร์ม หรือผู้จัดการฟาร์มที่มีความกระตือรือร้นและความรับผิดชอบสูง ทำงานร่วมกับนายสัตวแพทย์ และผู้ผสมเทียมในฟาร์ม
โคที่ต้องทำการตรวจระบบสืบพันธุ์และสุขภาพ
การค้นหาโคที่มีปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาทางการสืบพันธุ์ได้เร็ว จะช่วยการลดการสูญเสียจากการผสมติดยากได้ ประวัติโคเหล่านี้ได้จากบันทึกของฟาร์ม โคที่มีประวัติต่อไปนี้ต้องนำมาตรวจ
• โคที่มีปัญหาคลอดยาก รกค้าง มดลูกอักเสบ และมีอาการแทรกซ้อนหลังคลอด ควรทำการตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด
• โคที่มีเมือกที่ผิดปกติออกมาจากช่องคลอด เช่น หนอง เมือกขุ่น
• โคที่แท้ง
• โคที่แสดงการเป็นสัดบ่อย เป็นสัดไม่ปกติ ไม่ตรงรอบ
• โคที่ตรวจไม่พบว่าการเป็นสัด 42 วันหลังคลอด และยังไม่ถูกผสม 63 วัน หลังคลอด
• โคที่ผสมแล้ว 42 วันไม่กลับเป็นสัดให้เป็น โคอาจท้อง หรืออาจเป็นสัดแล้วตรวจไม่พบ หรือมีความผิดปกติอื่นๆ
• โคไม่เป็นสัดหลังคลอด อาจเนื่องจากรังไข่ไม่ทำงาน หรือตรวจการเป็นสัดไม่ได้
• โคที่ผสมซ้ำมากกว่า 5 ครั้ง
• โคที่เคยตรวจว่าท้องแล้ว แต่แสดงอาการเป็นสัดในภายหลัง
• โคสาวที่ไม่เป็นสัดเมื่ออายุมากกว่า 15 เดือน
ควรมีการประเมินประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ของโคในฝูง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ทราบว่าการจัดการฟาร์มอยู่ในเกณฑ์ระดับใด ต้องเร่งหาสาเหตุและทำการแก้ไขที่ด้านใดก่อน โปรแกรมการจัดการฝูงโคเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มการผลิตในฟาร์มได้
ใครเป็นผู้วางเป้าหมายฟาร์ม
วางแผน
เป้าหมายฟาร์มของเกษตรกร
ประเมินสถานะภาพการผลิต นำไปการปฏิบัติ
ควรจัดการสิ่งที่เกษตรกรมองว่าเป็นปัญหา อันดับแรก ก่อน
ค่าเป้าหมายดัชนีการสืบพันธุ์และการผลิตอื่นๆ ในฝูงโคมีค่าดังนี้
อายุเฉลี่ยโคสาวเริ่มผสมพันธุ์ 15-18 เดือน
อายุเฉลี่ยคลอดลูกตัวแรก 27-30 เดือน
วันคลอดถึงผสมครั้งแรกเฉลี่ย 60 วัน
วันคลอดถึงผสมติดเฉลี่ย 100 วัน
จำนวนครั้งที่ผสมต่อการตั้งท้องเฉลี่ย 2.0 ครั้ง
อัตราการผสมครั้งแรกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
โคผสมมากกว่า 3 ครั้ง น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
ระยะห่างวันตกลูกเฉลี่ย 365 วัน
อัตราโคแท้งน้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ค่าเป้าหมายเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่แม่โคที่ปกติสามารถให้ผลผลิตและสืบพันธุ์ได้ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะได้รับสูงสุดจากการเลี้ยงโค ซึ่งในความเป็นจริงแม่โคไม่ทุกตัวในฟาร์มที่มีความสามารถในการผลิตได้ตามเป้าหมาย ทำให้ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการผลิตจะไม่มีฟาร์มใดทำได้เท่าค่าเป้าหมาย แต่ฟาร์มที่มีค่าเฉลี่ยดัชนีการผลิตใกล้ค่าเป้าหมายมากที่สุดจะเป็นฟาร์มที่ได้รับผลกำไรจากการเลี้ยงโคมากที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED)
โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED)
กรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศให้ระมัดระวังความเสียหายจากโรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (Porcine epidemic diarrhea, PED) ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสในสกุลโคโรนาไวรัสสกุลเดียวกับโรค TGE (Transmissible gastroenteritis) ไวรัสจะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้ส่วนวิลไลในลำไส้เล็กเป็นผลทำให้พื้นที่ผิวของการดูดซึมสารอาหารน้อยลง ส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียของเหลวและมีอาการขาดน้ำ ทำให้ลูกสุกรทรุดโทรมจนถึงตายได้
ในกรณีเฉียบพลันเสียหายรุนแรงเกิดเมื่อมีการติดเชื้อในครั้งแรกของสุกร อาจพบว่ามีการติดเชื้อในแม่พันธุ์ถึง 100% ที่แสดงอาการท้องเสียปานกลางถึงเป็นลักษณะน้ำและพบได้ในสุกรทุกอายุ แต่จะรุนแรงในลูกสุกรหย่านม โดย PED ที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ Type 1 จะสร้างความเสียหายและกระทบเฉพาะสุกรหลังหย่านม ในขณะที่ Type 2 จะสร้างความเสียหายและมีผลกระทบกับสุกรทุกช่วงอายุรวมทั้งสุกรดูดนม และแม่สุกรด้วย คล้ายกับโรคทีจีอี ระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2-4 วัน ในสุกรดูดนมอาจสร้างความเสียหายปานกลางหรือรุนแรงส่งผลให้เกิดการตายมากกว่า 40% ได้
แนวทางการควบคุมโรคเมื่อเกิดการระบาด
1. เมื่อเกิดปัญหาท้องเสียในสุกรหลายกลุ่มอายุพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะลูกสุกรดูดนมจะมีลักษณะเด่นคืออาเจียนเป็นนมที่แข็งตัวก่อนการท้องเสียรุนแรงเป็นน้ำสีเหลืองแกมเขียวในลูกสุกรหรือสีดำแกมเขียวในสุกรใหญ่ ให้นำลูกสุกรป่วย 2-3 ตัว หรืออุจจาระของลูกสุกรป่วยจำนวน 3-4 ตัวอย่าง (แช่น้ำแข็ง) ส่งตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยันโดยเร็วที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาคหรือ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ
2. ถ้าพบว่าเป็นการระบาดของโรค PED ต้องพยายามลดความรุนแรงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในเล้าคลอด ด้วยการให้การรักษาตามอาการ ได้แก่
1) ให้ลูกสุกรกินยารักษาการท้องเสีย ที่เน้นควบคุมการแทรกซ้อนของเชื้อ E.coli เช่น กลุ่มยา colistin หรือ enrofloxacin ทั้งนี้หากมีตัวยา kaolin หรือ pectin ร่วมด้วยจะช่วยสมานและลดการอักเสบของลำไส้ได้ดีขึ้น
2) ให้สารน้ำอิเล็คโทรไลต์ ในรูปกรอกและละลายน้ำเพื่อลดการขาดน้ำและร่างกายเป็นกรดอย่างรุนแรงที่เป็นสาเหตุการตายทั้งนี้สารน้ำที่ใช้จะต้องไม่มียา ampicllin หรือ amoxycilin ปนอยู่เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาข้อบวมและชักตามมาในช่วงหลัง ซึ่งเป็นผลจากการขัดขวางการสัมผัสเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
3) แม่ที่ป่วยด้วยโรค PED ในช่วงคลอด ต้องได้รับการรักษา เพื่อป้องกันปัญหานมแห้งอย่างรุนแรงตามมา ด้วยการฉีดยาด้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์นานติดต่อกัน 2-3 วันร่วมกับยาลดไข้แก้ปวดในวันแรกของการรักษา
3. รีบสร้างภูมิคุ้มกันให้แม่สุกรอุ้มท้องทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อหวังผลว่าแม่ที่จะเข้าคลอดในช่วง 2 สัปดาห์ถัดไป จะมีภูมิคุ้มกันถ่ายทอดทางนมน้ำเหลืองที่ดี ทำให้ลูกที่เกิดจากแม่เหล่านี้มีการป่วยและสูญเสียลดลงชัดเจน และโรคสงบในที่สุด วิธีการสร้างภูมิให้แม่อุ้มท้องได้แก่
1) ใช้อุจจาระของลูกที่ป่วยปนกับน้ำสะอาด (ไม่มีคลอรีน) พอสมควร เพื่อใช้ตักปนในอาหารแม่อุ้มท้องกินพร้อมกันทั้งฟาร์ม (ปริมาณที่ใช้เล็กน้อย เพราะมีปริมาณไวรัสมากพอ) 1-2 วันติดต่อกันเพื่อให้เกิดการติดเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกัน แม่สุกรที่ท้องเสียจะกลับเป็นปกติภายใน 2-3 วัน
2) ช่วงทำให้แม่อุ้มท้องติดเชื้อ จะต้องใช้ยา colistin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) ขนาด 80-100 ppm เพื่อควบคุมการแทรกซ้อนของ E.coli ร่วมกับ amoxycilin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) 250-300 ppm เพื่อควบคุมการแท้งจากเชื้อ Streptococus suis และภาวะไข้ช่วงการเกิดโรค PED โดยผสมยาในอาหารนานประมาณ 1 สัปดาห์
4. ภายหลังโรคสงบ ฟาร์มส่วนใหญ่จะมีความคุ้มโรคและไม่พบการเกิดโรคประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นอาจพบการท้องเสียประปรายในกลุ่มแม่อุ้มท้องโดยเฉพาะในสุกรสาว ในช่วงหน้าหนาวโดยเฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ที่ขาดการทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสยังมีโอกาสหมุนเวียนสร้างการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเนื่องในฝูง เพียงแต่ไวรัสไม่คงทนต่อสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนในประเทศ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับฟาร์ม
แนวทางการป้องกันโรค
เนื่องจากเป็นโรคที่มีสาเหตุจากไวรัส และยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. โรงเรือนเล้าจับขาย เป็นแหล่งง่ายสุดที่โรคจะเข้าฟาร์ม ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่มีการจับหมูขาย รถจับหมูต้องได้รับการล้างและฆ่าเชื้ออย่างดีก่อนเข้าบริเวณฟาร์ม
2. เข้มงวดเรื่องคนงานในเล้าคลอด ห้ามปะปนกับส่วนอื่น และเข้มงวดเรื่องการฆ่าเชื้อก่อนเข้าโรงเรือน
3. อาจลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดในเล้าคลอดโดยการให้สารเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคท้องเสีย ให้ลูกสุกรแรกเกิดทุกตัวกิน(มีจำหน่ายที่ร้านขายยาสัตว์)
“หากผู้เลี้ยงสุกรตรวจพบสุกรแสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยเหลือควบคุมให้โรคสงบโดยเร็ว”
กรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศให้ระมัดระวังความเสียหายจากโรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (Porcine epidemic diarrhea, PED) ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสในสกุลโคโรนาไวรัสสกุลเดียวกับโรค TGE (Transmissible gastroenteritis) ไวรัสจะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้ส่วนวิลไลในลำไส้เล็กเป็นผลทำให้พื้นที่ผิวของการดูดซึมสารอาหารน้อยลง ส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียของเหลวและมีอาการขาดน้ำ ทำให้ลูกสุกรทรุดโทรมจนถึงตายได้
ในกรณีเฉียบพลันเสียหายรุนแรงเกิดเมื่อมีการติดเชื้อในครั้งแรกของสุกร อาจพบว่ามีการติดเชื้อในแม่พันธุ์ถึง 100% ที่แสดงอาการท้องเสียปานกลางถึงเป็นลักษณะน้ำและพบได้ในสุกรทุกอายุ แต่จะรุนแรงในลูกสุกรหย่านม โดย PED ที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ Type 1 จะสร้างความเสียหายและกระทบเฉพาะสุกรหลังหย่านม ในขณะที่ Type 2 จะสร้างความเสียหายและมีผลกระทบกับสุกรทุกช่วงอายุรวมทั้งสุกรดูดนม และแม่สุกรด้วย คล้ายกับโรคทีจีอี ระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2-4 วัน ในสุกรดูดนมอาจสร้างความเสียหายปานกลางหรือรุนแรงส่งผลให้เกิดการตายมากกว่า 40% ได้
แนวทางการควบคุมโรคเมื่อเกิดการระบาด
1. เมื่อเกิดปัญหาท้องเสียในสุกรหลายกลุ่มอายุพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะลูกสุกรดูดนมจะมีลักษณะเด่นคืออาเจียนเป็นนมที่แข็งตัวก่อนการท้องเสียรุนแรงเป็นน้ำสีเหลืองแกมเขียวในลูกสุกรหรือสีดำแกมเขียวในสุกรใหญ่ ให้นำลูกสุกรป่วย 2-3 ตัว หรืออุจจาระของลูกสุกรป่วยจำนวน 3-4 ตัวอย่าง (แช่น้ำแข็ง) ส่งตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยันโดยเร็วที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาคหรือ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ
2. ถ้าพบว่าเป็นการระบาดของโรค PED ต้องพยายามลดความรุนแรงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในเล้าคลอด ด้วยการให้การรักษาตามอาการ ได้แก่
1) ให้ลูกสุกรกินยารักษาการท้องเสีย ที่เน้นควบคุมการแทรกซ้อนของเชื้อ E.coli เช่น กลุ่มยา colistin หรือ enrofloxacin ทั้งนี้หากมีตัวยา kaolin หรือ pectin ร่วมด้วยจะช่วยสมานและลดการอักเสบของลำไส้ได้ดีขึ้น
2) ให้สารน้ำอิเล็คโทรไลต์ ในรูปกรอกและละลายน้ำเพื่อลดการขาดน้ำและร่างกายเป็นกรดอย่างรุนแรงที่เป็นสาเหตุการตายทั้งนี้สารน้ำที่ใช้จะต้องไม่มียา ampicllin หรือ amoxycilin ปนอยู่เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาข้อบวมและชักตามมาในช่วงหลัง ซึ่งเป็นผลจากการขัดขวางการสัมผัสเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
3) แม่ที่ป่วยด้วยโรค PED ในช่วงคลอด ต้องได้รับการรักษา เพื่อป้องกันปัญหานมแห้งอย่างรุนแรงตามมา ด้วยการฉีดยาด้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์นานติดต่อกัน 2-3 วันร่วมกับยาลดไข้แก้ปวดในวันแรกของการรักษา
3. รีบสร้างภูมิคุ้มกันให้แม่สุกรอุ้มท้องทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อหวังผลว่าแม่ที่จะเข้าคลอดในช่วง 2 สัปดาห์ถัดไป จะมีภูมิคุ้มกันถ่ายทอดทางนมน้ำเหลืองที่ดี ทำให้ลูกที่เกิดจากแม่เหล่านี้มีการป่วยและสูญเสียลดลงชัดเจน และโรคสงบในที่สุด วิธีการสร้างภูมิให้แม่อุ้มท้องได้แก่
1) ใช้อุจจาระของลูกที่ป่วยปนกับน้ำสะอาด (ไม่มีคลอรีน) พอสมควร เพื่อใช้ตักปนในอาหารแม่อุ้มท้องกินพร้อมกันทั้งฟาร์ม (ปริมาณที่ใช้เล็กน้อย เพราะมีปริมาณไวรัสมากพอ) 1-2 วันติดต่อกันเพื่อให้เกิดการติดเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกัน แม่สุกรที่ท้องเสียจะกลับเป็นปกติภายใน 2-3 วัน
2) ช่วงทำให้แม่อุ้มท้องติดเชื้อ จะต้องใช้ยา colistin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) ขนาด 80-100 ppm เพื่อควบคุมการแทรกซ้อนของ E.coli ร่วมกับ amoxycilin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) 250-300 ppm เพื่อควบคุมการแท้งจากเชื้อ Streptococus suis และภาวะไข้ช่วงการเกิดโรค PED โดยผสมยาในอาหารนานประมาณ 1 สัปดาห์
4. ภายหลังโรคสงบ ฟาร์มส่วนใหญ่จะมีความคุ้มโรคและไม่พบการเกิดโรคประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นอาจพบการท้องเสียประปรายในกลุ่มแม่อุ้มท้องโดยเฉพาะในสุกรสาว ในช่วงหน้าหนาวโดยเฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ที่ขาดการทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสยังมีโอกาสหมุนเวียนสร้างการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเนื่องในฝูง เพียงแต่ไวรัสไม่คงทนต่อสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนในประเทศ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับฟาร์ม
แนวทางการป้องกันโรค
เนื่องจากเป็นโรคที่มีสาเหตุจากไวรัส และยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. โรงเรือนเล้าจับขาย เป็นแหล่งง่ายสุดที่โรคจะเข้าฟาร์ม ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่มีการจับหมูขาย รถจับหมูต้องได้รับการล้างและฆ่าเชื้ออย่างดีก่อนเข้าบริเวณฟาร์ม
2. เข้มงวดเรื่องคนงานในเล้าคลอด ห้ามปะปนกับส่วนอื่น และเข้มงวดเรื่องการฆ่าเชื้อก่อนเข้าโรงเรือน
3. อาจลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดในเล้าคลอดโดยการให้สารเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคท้องเสีย ให้ลูกสุกรแรกเกิดทุกตัวกิน(มีจำหน่ายที่ร้านขายยาสัตว์)
“หากผู้เลี้ยงสุกรตรวจพบสุกรแสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยเหลือควบคุมให้โรคสงบโดยเร็ว”
วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553
"ทรอปิคอลโฮลสไตน์" โคนมสายพันธุ์ไทยที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน

กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตน์” โคนมสายเลือดไทย ให้มีความดีเด่นในด้านผลผลิตน้ำนม และรูปร่างโคนมที่ดี เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้โคนมที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตน์” โคนมสายเลือดไทย ให้มีความดีเด่นในด้านผลผลิตน้ำนม และรูปร่างโคนมที่ดี เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้โคนมที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน ส่งออกแม่โคนมของไทยไป เวียดนาม และมาเลเซีย และยังเป็นเจ้าภาพจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมและปรับปรุงพันธุ์ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเชียนที่มีความพร้อมและประสบความสำเร็จในการพัฒนาจนได้พันธุ์โคนมที่ให้ผลผลิตดี เลี้ยงง่าย ภายใต้ภูมิภาคอากาศแบบร้อนชื้นของอาเซียน
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า พ่อพันธุ์โคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์ของกรมปศุสัตว์ มีกระบวนการพัฒนาไม่ต่ำกว่า 10 ปี จึงประสบความสำเร็จ สามารถให้กำเนิดลูกสาวพันธุกรรมดีที่ให้น้ำนมถึง สูงถึง 5,000-6,000 กิโลกรัม/305วัน ภายใต้สภาพการเลี้ยงดูปกติในฟาร์มของเกษตรกร(ในขณะที่ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยของโคนมทั้งประเทศมีค่าเท่ากับ 3,816 กิโลกรัม/305 วัน) ซึ่งพ่อพันธุ์โคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์นี้จะใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งประมาณ 250,000 โด๊สต่อปี เพื่อใช้บริการผสมเทียมแก่แม่โคนมมากกว่า 70% ของโคนมในประเทศ ทำให้ประเทศไทยลดการสูญเสียเงินตรา และประหยัดงบประมาณการนำเข้าน้ำเชื้อแช่แข็งจากต่างประเทศได้ประมาณปีละ 50 ล้านบาท
กรมปศุสัตว์ โดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ มีมุ่งมั่นในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมของไทยให้มีความก้าวหน้าทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยมุ่งเน้นในลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ คุณภาพน้ำนม และปริมาณน้ำนม ลักษณะรูปร่าง ความสมบูรณ์พันธุ์ และมีคุณสมบัติสอดคล้องกับระบบการตลาด การผลิต การเลี้ยงดู และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยสามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านพันธุกรรมโคนม ดังจะเห็นได้ว่าในการดำเนินงานด้านการพัฒนาพันธุ์โคนมมีแนวโน้มที่ดี และบ่งชี้ให้เห็นว่าอนาคตของโคนมของไทยสามารถก้าวหน้าต่อไป และยังเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านการพัฒนาพันธุ์โคนมอีกด้วย อธิบดีกล่าว.
...................................................
ข้อมูล : จุรีรัตน์ แสนโภชน์ นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
โคพันธุ์กบินทร์บุรี

เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทัลกับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายวิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี (ตั้งอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี)ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม โดยลูกโคเพศผู้ใช้เป็นโคขุนได้และแม่โคใช้รีดนมได้ การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ซิมเมนทัลคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมัน ผสมกับแม่โคบราห็มันพันธุ์แท้ ได้ลูกโคผสมชั่วรุ่นที่ 1 ที่มีเลือด 50 % ซิมเมนทัล และ 50 % บราห์มัน แล้วผสมโคชั่วรุ่นที่1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่เรียกว่า “โคพันธุ์กบินทร์บุรี”
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทัล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้มีข้อดีคือ ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มัน เพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ลูกเพศเมียใช้รีดนมได้มากพอสมควร หากจะเลี้ยงเป็นโครีดนมควรเลี้ยงใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนมที่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้ จะได้ไม่มีปัญหาในการจำหน่ายนม แต่การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนื้อมีสีแดงเข้มอาจเป็นข้อติของตลาดเนื้อโคคุณภาพดีเมื่อเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาโรเล่ย์ เช่น โคพันธุ์ตาก และโคกำแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเป็นลูกผสมซิมเมนทัล 50% กับบราห์มัน 50 % ชั่วอายุแรกจำนวน 119 ตัว ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2543 ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ (Least Square Means) ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วน้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 29.92 กิโกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่อายุ 200 วัน ) 161.75 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี (ปรับที่ 400 วัน) 288.07 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปีครึ่ง (ปรับที่อายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน หลังหย่านมถึงอายุ 400 วัน 494.97 กิโลกรัม/วัน และจาก 400 วันถึง 600 วัน 565.41 กิโลกรัม ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลี่ยวันละ 5.17 กิโลกรัม จำนวนวันรีด 119 วัน
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึ่งเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วของน้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่อายุ 200 วัน) 164.93 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี (ปรับที่ 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม
จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี (ลูกผสมซิมเมนทัล 50 % กับบราห์มัน 50 % ) จำนวน 10 ตัว เริ่มขุนที่น้ำหนักเฉลี่ย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบ 9 % สิ้นสุดการทดลองที่ 1,211 กรัม เปอร์เซ็นซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นซากเย็น 53.40
โคพันธุ์กบินทร์บุรี
เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทาลกับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้สถานีวิจัยทดสอบ พันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี (ตั้งอยู่ที่ อำเภอกบินทร์บุรี)ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม โดยลูกโคเพศผู้ใช้เป็น โคขุนได้และแม่โคใช้รีดนมได้
การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ซิมเมนทาล คุณภาพสูงจากประเทศ เยอรมัน ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 ที่มีเลือด 50% ซิมเมนทาล และ 50% บราห์มัน แล้วผสม โคชั่วที่ 1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรุงให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ กบินทร์บุรี
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทาล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้มีข้อดีคือ หากเลี้ยงแบบโคเนื้อมีการเติบโตเร็ว ซากมี ขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดีได้ ทนทาน ต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะที่จะ นำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ลูกเพศเมีย ใช้รีดนมได้ มากพอสมควร หากจะเลี้ยงเป็นโครีดนมควรเลี้ยงใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนมที่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้ จะได้ไม่มีปัญหาในการจำหน่ายนม แต่การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าหรือปล่อย ในทุ่ง หากใช้แม่โครีดนม ลูกโคที่เกิดออกมาต้องแยก เลี้ยงแบบลูกโคนม ดังนั้นผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ในการเลี้ยงโครีดนม และต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนื้อมีสีแดงเข้ม อาจเป็นข้อติของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี เมื่อเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาร์ โรเล่ส์ เช่น โคพันธุ์ตากและโคกำแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเป็น ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50% ชั่วอายุแรกจำนวน 119 ตัว ที่ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2543 ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์(Least Square Means) ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆแล้วของน้ำ หนัก แรกเกิดเท่ากับ 29.92 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่ ี่อายุ 200 วัน) 161.75 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี(ปรับที่ 400 วัน) 288.07 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปีครึ่ง (ปรับที่อายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตหลังหย่านมถึง อายุ 400 วัน 494.97 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตจาก 400 วันถึง 600 วัน 565.41 กรัม/วัน ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลี่ยวันละ 5.17 กิโลกรัม จำนวนวันรีด 119 วัน
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึ่งเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัยและบำรุง พันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วของ น้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม(ปรับที่อายุ 200 วัน) 164.93 กิโล กรัม น้ำหนัก 1 ปี(ปรับที่ 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี(ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50%) จำนวน 10 ตัว เริ่มขุน ที่น้ำหนักเฉลี่ย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบโปรตีน 9 % สิ้นสุดการทดลองที่ 450 กิโลกรัม โคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยวันละ 1,211 กรัม เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นต์ซากเย็น 53.40 เปอร์เซ็นต์
โคพันธุ์ตาก

พันธุ์ ตาก (Tak)
ถิ่นกำเนิด ไทย
ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เป็นลูกผสมระหว่าง62.5%ชาร์โรเลส์กับ37.5%บราห์มัน
สีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีทอง ลำตัวคล้ายชาร์โรเลส์ ทนร้อน เนื้อดี โตเร็ว เหมาะสำหรับใช้ขุน
โคพันธุ์ตาก เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ที่โตเร็ว เนื้อนุ่ม เพื่อทดแทนการนำเข้าพันธุ์โคและเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศ
การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์
ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูงจากประเทศฝรั่งเศส ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้
ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก 1) ที่มีเลือด 50% ชาร์โรเล่ส์ และ 50% บราห์มัน
แล้วผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 1 ดังกล่าวด้วยน้ำเชื้อหรือพ่อบราห์มันพันธุ์แท้ได้ลูกโคชั่วที่ 2
(เรียกโคพันธุ์ตาก 2) ซึ่งมีเลือด 25% ชาร์โรเล่ส์ และ 75% บราห์มัน
จากนั้นผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 2 ด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูง
ได้ลูกโคชั่วที่ 3 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก) ซึ่งมีเลือด 62.5% ชาร์โรเล่ส์ และ 37.5% บราห์มัน
แล้วนำโคชั่วที่ 3 ผสมกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ตาก
ข้อดีของโคพันธุ์ตากมีดังนี้
1.มีการเติบโตเร็ว เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก (marbling) ซากมีขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี
2.เลี้ยงง่าย หากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร
3.เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมืองโคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูก มาเลี้ยงเป็นโคขุนได้
4.แม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตาก ผสมพันธุ์ที่แม่โคอายุ 14 เดือน น้ำหนัก 280 กก. ขึ้นไป
ข้อเสียของโคพันธุ์นี้มีดังนี้
1.การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลี้ยงในสภาพปล่อยป่าหรือปล่อยทุ่ง ควรใช้พันธุ์ตาก 1 หรือโคพันธุ์ตาก 2
โคพันธุ์กำแพงแสน

เป็นโคพันธุ์ใหม่ปรับปรุงพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยใช้พันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับบราห์มัน คล้ายกับโคพันธุ์ตาก แต่โคพันธุ์กำแพงแสนเริ่มต้นปรับปรุงพันธุ์จากโคพื้นเมือง
โคพันธุ์กำแพงแสนมีสายเลือด 25% พื้นเมือง 25% บราห์มัน และ 50% ชาร์โรเล่ส์
ส่วนลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ คล้ายกับโคพันธุ์ตาก
เมื่อวันที่ 2 - 4 ธันวาคม 2538 รัฐบาลไทย โดยกรมปศุสัตว์และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดการประกวดโคเนื้อขึ้นในงาน Worldtech’ 95 การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดในระบบสากล ผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มัน และสมาคมโคพันธุ์ซิมเมนทอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งละ 1 ท่าน โคที่นำมาประกวดในงานนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทย คือ
1. พันธุ์บราห์มัน
2. พันธุ์ลูกผสมโคเมืองร้อน (ลูกผสมบราห์มัน หรือลูกผสมฮินดูบราซิล)
3. พันธุ์เดราท์มาสเตอร์
4. พันธุ์กำแพงแสน
โดยได้ทำการประกวดกันเองในแต่ละพันธุ์ จนกระทั่งได้โคที่ดีที่สุด ซึ่งเรียกตำแหน่งนี้ว่า โคยอดเยี่ยม (GRAND CHAMPION) ของพันธุ์นั้น ๆ
เมื่อได้โคยอดเยี่ยมของแต่ละพันธุ์แล้ว(พันธุ์ละ 1 ตัว) ก็นำโคยอดเยี่ยมเหล่านั้นมาประกวดกันอีกครั้งเพื่อหาโคที่เป็นสุดยอดโคเนื้อแห่งปีในงาน WORLDTECH’95 (SUPER GRAND CHAMPION) ผลปรากฏว่า โคพันธุ์กำแพงแสนเพศผู้ เบอร์ K11-36/241 สามารถคว้าตำแหน่งสูงสุดนี้ได้
เนื่องจากโคพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคเนื้อพันธุ์แรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศไทย จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของวงการและสามารถชนะโคพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งสั่งพันธุ์มาจากต่างประเทศในราคาแพงได้จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ทำความรู้จักกับโคพันธุ์กำแพงแสน
ประวัติความเป็นมา
เมื่อพ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศ.ดร.จรัญ จันทลักขณา และอาจารย์ประเสริฐ เจิมพร ได้สั่งน้ำเชื้อแข็งโคเนื้อพันธุ์เฮอร์ฟอร์ดเข้ามาทดลองผสมกับโคไทยและกับโคไทยเลือดผสมเรดซินดิ ที่สถานีฝึกนิสิตทับกวางปรากฎว่า ลูกครึ่งที่ได้จากการทดลองโตเร็วขึ้นและไม่มีปัญหาในการเลี้ยงดู แต่สีสรรค์ของลูกผสมออกจะเลอะเทอะสักหน่อย ต่อมาในปี 2512 เมื่อมีการย้ายโคจากสถานีทับกวางมากำแพงแสน จึงได้ใช้น้ำเชื้อพันธุ์ชาโรเลส์เพิ่มขึ้นอีกพันธุ์หนึ่ง พบว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*ชาโรเลส์ เติบโตดีและเลี้ยงง่ายอีกทั้งสีสรรมีความสม่ำเสมอกว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*เฮียร์ฟอร์ด จึงได้ทำการผสมยกระดับเลือดชาโรเลส์ขึ้นไปเป็น 75% ปรากฏว่าแทนที่จะดีขึ้นกลับพบว่าโคทีมีเลือดเมืองหนาว 75% เลี้ยงยากมากและมีปัญหาเรื่องสุขภาพ(ในสภาพปล่อยทุ่ง) ต่อมา ได้ทดลองผสมพันธุ์ให้เป็นโค 3 สายเลือดคือนำพันธุ์บราห์มันเข้ามาร่วมกับโคไทย และชาโรเลส์ ทำให้ได้ลูกผสมที่ได้มีสีสม่ำเสมอ เลี้ยงง่าย โตเร็วและให้เนื้อคุณภาพดี ในระยะแรกๆ(2525-2530)ทำการผสมเป็น 2 แนวทางคือทำให้มีเลือดโคไทย 25% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 50% เรียกว่า กำแพงแสน 1 และทำให้มีเลือดโคไทย 12.5% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 62.5% เรียกว่า กำแพงแสน 2 แต่ภายหลังพบว่า กำแพงแสน2 เลี้ยงยากกว่าในสภาพปล่อยทุ่ง จึงตัดออกจากแผนผสมพันธุ์ เหลือเฉพาะกำแพงแสน1 และเรียกว่าพันธุ์กำแพงแสน ตั้งแต่ปี 2530เป็นต้นมา หลังจากนั้นได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อจดทะเบียนรับรองพันธุ์ประวัติ เมื่อ พ.ศ.2534 นับเป็นโคพันธุ์แรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย
ความหมายของโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
คือ โคที่มีเลือดพื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ ชาโรเลส์ 50 เปอร์เซ็นต์ มีสีขาวครีม-เหลืองทั้งตัว มีลักษณะและคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานความเป็นเลิศของโคพันธุ์กำแพงแสนซึ่งสมาคมฯกำหนดขึ้น
สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า “กำแพงแสน” เพราะการตั้งชื่อพันธุ์โคโดยทั่วไป นิยมใช้ชื่อถิ่นกำเนิดของโคนั้น ๆ เป็นชื่อพันธุ์ เช่น พันธุ์อเบอร์ดีน-แองกัส เป็นโคที่กำเนิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างเมืองอเบอร์ดีนกับเมืองแองกัส ในประเทศอังกฤษ พันธุ์ซิมเมนทอลเกิดที่หุบเขาซิมเมน ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนโคเนื้อพันธุ์แรกที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในประเทศไทย กำเนิดขึ้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จึงให้ชื่อว่า “พันธุ์กำแพงแสน”
สาเหตุที่สร้างโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” เป็นการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองของไทย คุณสมบัติที่ดีเลิศของโคพื้นเมืองที่ไม่มีโคพันธุ์ใดเทียบได้ คือความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ เป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ทั้ง ๆ ที่ได้รับอาหารไม่ค่อยสมบูรณ์นักก็ยังให้ลูกทุกปี แต่เนื่องจากโคพื้นเมืองไม่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนในระบบธุรกิจได้ ทั้งนี้เพราะมีขนาดตัวเล็ก และโตช้า จึงได้มีการปรับปรุงโคพื้นเมืองโดยการนำโคพันธุ์บราห์มันมาผสมเพื่อให้ได้ลูกมีขนาดใหญ่และโตเร็วขึ้นแต่เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า โคอินเดีย (บราห์มันและฮินดูบราซิล) มีข้อด้อยเรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ การยกระดับเลือดโคบราห์มันให้สูงขึ้นจะมีปัญหาการผสมติดยากมากขึ้น ยิ่งถ้าหากได้รับอาหารไม่สมบูรณ์ โคจะไม่ยอมเป็นสัด นอกจากนี้คุณภาพของเนื้อโคบราห์มันก็ด้อยกว่าโคเมืองหนาว ดังนั้นทางโครงการจึงพยายามรักษาเลือดโคพื้นเมืองไว้ 25 % เพื่อให้คงความดีของความสมบูรณ์พันธุ์ และจำกัดเลือดบราห์มันไว้เพียง 25 % เพื่อให้โครงร่างใหญ่ขึ้นโดยที่เรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ยังไม่เกิดปัญหา แล้วนำโคพันธุ์ชาโรเลส์ มาช่วยในเรื่องการให้เนื้อ และการเจริญเติบโต แต่โคพันธุ์ชาโรเลส์เป็นโคเมืองหนาว ซึ่งไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนบ้านเราได้ จึงจำกัดเลือดของโคพันธุ์ชาโรเลส์ไว้เพียง 50 %
โดยสรุปคือ การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” ก็เพื่อให้ได้พันธุ์โคที่มีคุณสมบัติเป็นโคเนื้อที่ดีครบถ้วนสำหรับเลี้ยงในสภาพทั่วไปของประเทศไทย โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (โคพื้นเมือง) เป็นพันธุ์พื้นฐาน
ในการสร้างและพัฒนาโคพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนั้น ในระยะแรก ๆ คุณลักษณะของโคพันธุ์นั้น ๆ อาจจะยังไม่ดีนัก แต่ได้มีการตั้งคุณลักษณะของโคในอุดมคติที่ต้องการไว้ แล้วพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้โคที่มีคุณลักษณะตรงตามที่ตั้งไว้ โคที่สมาคมจะจดทะเบียนรับรองพันธุ์ให้ก็ต้องมีลักษณะตรงกับลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้ ในการคัดเลือกโคไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์และในการประกวดโคก็จะอิงลักษณะและคุณสมบัติที่ตั้งไว้นี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้เรียกกันตามหลักสากลว่า มาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Exellence)
วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552
หวากิว : สุดยอดโคเนื้อญี่ปุ่น วัวหวากิวและโกเบ

พันธุ์โกเบ
สำหรับคนที่ชอบทานเนื้อ น่าจะเคยได้ยินชื่อ "เนื้อโกเบ" หรือ Kobe Beef ที่ส่งตรงมาจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น
เนื้อโกเบเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลกก็ตอนที่เมืองโกเบเริ่มเปิดท่าเรือพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปี 1868 และร่ำลือกันว่าเป็นเนื้อชั้นดีที่นุ่มน่ารับประทานมากๆ ถึงขนาดได้ชื่อว่าเป็น Queen of Beef
ฉะนั้น ตอนไปญี่ปุ่น เพื่อนร่วมทริปของฉัน เธอเป็นคนชอบทานเนื้อค่ะ แต่เธอไม่เรียกร้องหาเนื้อโกเบหรอกนะคะ เพราะเมืองไทยมีเยอะ ที่เธอร่ำร้องเรียกหาคือ Matsusaka Beef ที่เป็นเพื่อนกันกับ Kobe Beef แต่เจ๋งกว่า เพราะได้ชื่อว่าเป็น King of Beef เลยเชียว
ความจริง Kobe Beef กับ Matsusaka Beef เป็นเนื้อที่มาจากวัวสายพันธุ์เดียวกันค่ะ เป็นวัวดำ Tajima-ushi ทั้งคู่ เลี้ยงกันมากในจังหวัดเฮียวโก (โกเบและมัตสึสะกะก็อยู่ในจังหวัดนี้ด้วย) เพียงแต่ว่า Kobe Beef มาจากวัวที่เลี้ยงกันในจังหวัด แต่ด้วยความที่จังหวัดนี้มีโกเบเป็นเมืองหลวง เขาเลยเรียกกันเนื้อจากจังหวัดนี้ว่า เนื้อโกเบ
ในขณะที่ Matsusaka Beef เป็นเนื้อที่มาจากเมืองมัตสึซะกะโดยเฉพาะ เลี้ยงกันบริเวณแถบแม่น้ำคุโมสุ กับแม่น้ำมิยากาว่า นอกจากจะเลี้ยงด้วยฟางหญ้า กากเต้าหู้ และข้าวสาลีอย่างดีแล้ว เวลามันเบื่ออาหาร ชาวไร่ที่นั่นเขาเสิร์ฟเบียร์ให้วัวค่ะ (ฉันว่า สงสัยเพราะเขาเลี้ยงกันด้วยเบียร์มากกว่า ที่ทำให้เพื่อนนารีขี้เมาของฉันสนใจอยากจะรับประทานขึ้นมา)
นอกจากเสิร์ฟเบียร์ เขายังมีการนวดให้ด้วย นวดเฟ้นกันเข้าไป ให้เลือดลมสูบฉีด ต่อด้วยการพ่นเหล้าโชชูเป็นละอองสเปรย์อีกต่างหาก แถมต้องพาเดินเล่นตอนบ่ายทุกวันด้วย. ขุนกันดีๆ ตัวหนึ่งหนักเป็นร้อยๆ โลเลยนะ
สนนราคา แค่กิโลละ 6,600 บาทเอง บางครั้งราคาสูงปรี๊ดเหยียบโลละหมื่นกันเลยทีเดียว และคาดว่าจะเป็นเนื้อวัวที่ราคาแพงที่สุดในโลกด้วย

วัวพันธุ์โคราช
หลายต่อหลายท่านอาจจะแปลกหูเมื่อพูดถึง วัวหวากิว Wagyu แต่พอบอกว่า วัวโกเบ ละก็ จะต้องร้องอ๋อทุกคน เพราะได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าเป็นวัวที่แพงที่สุดในโลก
แถมเขาว่าวัวโกเบนี้เขาจะเลี้ยงด้วยเบียร์ และเจ้าของจะนวดให้ด้วย ทำให้วัวมีเนื้อนุ่ม และมีไขมันแทรกในเนื้อ (มาร์บลิ่ง) สูง
ฝรั่งจะลือกันไปทั่วว่าเนื้อวัวโกเบนั้น "melt in your mouth" หรือ "ไม่ทันเคี้ยวมันก็ละลายในปากคุณเอง
ความจริงวัวโกเบ" คือ วัวหวากิว ที่เลี้ยงอยู่ในจังหวัดเฮียวโกะ (Hyoko Prefacture)
และเป็นสายพันธุ์หวากิว ที่เรียกว่า ทาจิริ (Tajiri) หรือ ทาจิม่า (Tajima)
ที่ผสมคัดเลือกสืบทอดจากบรรพบุรุษวัวตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ทาจิริ (Tajiri) โดยสรุป ด้วยเนื้อของวัวหวากิวที่เมืองโกเบ ดังกระฉ่อนโลก
เลยเรียกว่า เนื้อวัวโกเบ ปัจจุบันวัวหวากิวได้มีการเลี้ยงกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น
แต่โดยการเรียกของ ชาวญี่ปุ่น จะเรียก วัวหวากิว ซึ่ง หวา แปลว่า แห่งญี่ปุ่น กิว แปลว่า วัว
ศัพท์อีกคำที่ใช้เรียก วัวหวากิว ในโลกตะวันตก คือแจแปนนิสแบล๊ค ถ้าจะเรียกอย่างเป็นทางการ ชาวญี่ปุ่นจะเรียกว่า หวากิวขนดำ
เพราะหวากิวยังมีกลุ่มย่อยอีก 3 กลุ่ม ที่ต่างออกไป แต่หวากิวขนดำจะมีประชากรอยู่มากกว่า 90% ของหวากิวทั้งประเทศ
และเฉพาะหวากิวขนดำเท่านั้นที่มีไขมันแทรกสูงสุด หวากิวที่จะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป หลายๆ บทจะเน้นเฉพาะหวากิวขนดำ หรือ แจแปนนิสแบล๊คนี้
ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ทางไขมันสัตว์-คอเลสเตอรอล-ไขมันอุดตันในเส้นเลือด-โรคหัวใจ
ก่อให้เกิดกระแสการบริโภค "เนื้อสัตว์ไร้มัน" หรือ lean meat เพื่อสุขภาพ
แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ ได้ออกมาพูดถึง "ไขมันสุขภาพสูง"
ที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 และอื่นๆ ซึ่งกลับตาลปัตรว่า ดีกับสุขภาพ ลดคอเลสเตอรอล ลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ฯลฯ
และไขมันคุณภาพสูงเหล่านี้ คือส่วนที่เป็นไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ (ไม่ใช่ไขมันที่พอกหุ้มซากหรือไขมันใต้ผิวหนัง หรือไขมันในช่องท้อง)
ที่เรียกว่า มาร์บลิ่ง นั่นเอง เราทราบกันมาว่า ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อปลาแซลมอนเป็นมันคุณภาพ มีโอเมก้า 3 มาก ในเนื้อวัวหวากิว
คุณภาพในเรื่องนี้จะยิ่งสุดๆ ไปกว่าละครับ โปรดติดตามด้วยใจระทึก
ความเด่นในเรื่องคุณภาพเนื้อ และความดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้สร้างปรากฏการณ์การตลาด ให้เนื้อวัวหวากิวเป็นสุดยอดโคเนื้อหรือโคขุนแห่งยุคไปแล้ว
โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ราคาซากคุณภาพดีจะสูงถึงกว่าหนึ่งล้านเยน หรือประมาณ 4 แสนบาทครับ
วัวหนึ่งตัวอายุประมาณ 3 ปีราคาเท่ากับรถเก๋งหนึ่งคันในบ้านเรา ในออสเตรเลียราคาเนื้อวัวหวากิว
ส่วนที่ทำสเต๊ก เช่น สันใน สันนอก ราคาตกกิโลกรัมละประมาณ 3,000 บาท แต่ในญี่ปุ่นจะตกกิโลกรัมละร่วมหนึ่งหมื่นบาท
ภัตตาคารในอเมริกาและออสเตรเลียเสิร์ฟสเต๊กส่วนสันในราคาชิ้นละประมาณ 3,000-4,000 บาท
ผู้เขียนเคยกินเนื้อสเต๊กวัวหวากิวสไตล์ญี่ปุ่น ในภัตตาคารเมืองไทยสองครั้ง ครั้งแรกในภัตตาคารค่อนข้างไฮคลาสฐานะแขก
ทราบมาว่าราคาจานนั้น 4,800 บาท และอีกครั้งหนึ่งในย่านสยามสแคว์ ได้ขอดูเนื้อก่อนที่พ่อครัวจะปิ้ง
ก็พบว่าคุณภาพของมาร์บลิ่งอยู่ในระดับกลาง ซึ่งสะท้อนว่าเป็นเนื้อหวากิวของลูกผสม พบว่าราคาประมาณ 2,000 บาท
ทั้งสองภัตตาคารนี้เชื่อว่าเสิร์ฟเนื้อที่นำเข้ามาจากออสเตรเลีย ในรายละเอียดว่า ทำไม เนื้อหวากิวจึงมาจากออสเตรเลีย ก็จะเป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไป
และถ้ายิ่งทราบว่าทุกวันนี้ประชากรวัวหวากิวที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ที่มากที่สุดอยู่ที่ออสเตรเลีย แถมออสเตรเลียได้ผสมพันธุ์ขยายฝูง
โดยใช้เทคโนโลยีย้ายฝากตัวอ่อนเป็นหลัก ทำการผลิตโคหวากิว รุ่นอายุประมาณหนึ่งปี ส่งลงเรือขายให้ญี่ปุ่นเอาไปขุนในประเทศ
ซึ่งก็จะกลายเป็นเนื้อหวากิวผลิตในญี่ปุ่นโดยปริยาย หรือชาวออสเตรเลียขุนเองในสไตล์การขุน ระยะยาวแบบญี่ปุ่น
แล้วส่งซากเข้าไปขายในญี่ปุ่นเป็นหวากิว เมดอินออสเตรเลีย ที่น่าสนใจในเรื่องของหวากิวที่ผู้เขียนอาสามาถ่ายทอดมีประเด็นสำคัญอยู่ที่
ตัวพันธุกรรม พิเศษของหวากิวในเรื่องของไขมันแทรก ซึ่งโดยปกติวัวเนื้อพันธุ์มาตรฐานที่ถือว่าให้มาร์บลิ่งดีที่สุดในโลก ทั่วโลกยกให้วัวแบล๊คแองกัส
แต่ดีที่สุดของแบล๊คแองกัส ก็ให้ค่ามาร์บลิ่งในระดับต่ำกว่าโดยเฉลี่ยของลูกผสมหวากิวกับวัวนมพันธุ์โฮลสไตน์หนึ่งเกรด
ซึ่ง ณ วันนี้ ปริมาณเนื้อลูกผสมหวากิว กับโคนม หรือลูกผสมหวากิวกับแบล๊คแองกัสได้ถูกผลิตป้อนตลาดญี่ปุ่นและตลาดเนื้อคุณภาพดีทั่วโลก
โดยชาวออสเตรเลีย และอเมริกัน ซึ่งราคาเนื้อโคลูกผสมเหล่านี้จะมีราคาต่ำกว่าราคาเนื้อวัวหวากิวพันธุ์แท้ดั้งเดิม (Fullblood พันธุ์แท้ 100% ที่ไม่มีพันธุกรรมวัวอื่นผสมเลย)
เพียงประมาณ 20-30% เท่านั้นเอง และสามารถสร้างได้ง่ายๆ แค่เอาน้ำเชื้อวัวหวากิวพันธุ์แท้ดั้งเดิม สายพันธุ์ดีๆ มาผสมกับโคนม
แล้ววางระบบการเลี้ยงลูกไปจนถึงโคขุนอย่างปราณีต (เทคนิคต่างๆ จะได้ทยอยเล่าสู่กันฟังต่อๆ ไป)
ก็จะเกิดวงจรธุรกิจ การผลิตเนื้อโคขุนลูกผสมหวากิวในเมืองไทยอย่างไม่ยาก ทุกวันนี้เรานำเข้าเนื้อโคลูกผสมหวากิวจากออสเตรเลีย
ในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท สำหรับเนื้อส่วนคุณภาพดี ท่านผู้อ่านจะได้พบกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและสายพันธุ์โคขุน
คุณภาพเยี่ยมในอนาคตอันใกล้นี้ในเมืองไทย โดยเจ้าหวากิว จะมาอาละวาดในไม่ช้านี้ โปรดติดตาม
สาเหตุที่พันธุกรรมวัวหวากิว มีอยู่มากในออสเตรเลียตามมาด้วยอเมริกาจะได้เล่าสู่กันต่อไป แต่มีประเด็นที่น่าสนใจว่าทุกวันนี้
ปุ่นมีกฎหมายห้ามนำพันธุกรรมวัวหวากิว ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ออกจากญี่ปุ่น เขากำลังดำเนินการร่างกฎหมายให้ถือว่าพันธุกรรมหวากิว
ทุกรูปแบบเป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าประจำชาติ ก็นับว่าเป็นโชคดี (สำหรับเรา) ที่ยังสามารถซื้อหาพันธุกรรมหวากิวไม่ว่าตัวเป็นๆ ตัวอ่อน
หรือน้ำเชื้อ จากประเทศออสเตรเลียได้ แต่ระวังนะครับ ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงหวากิว เราจะจำแนกแบ่งพวกตามพื้นฐานพันธุกรรมเป็น 3 กลุ่ม ที่ต่างกันดังนี้
พันธุ์แท้ดั้งเดิม (Fullblood) คือ หวากิวที่เกิดจากสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกนำออกจากประเทศญี่ปุ่น
โดยไม่เคยมีสายพันธุ์โคอื่นใดมาผสมเจือปนเลยในสายบรรพบุรุษของมัน ไม่ว่าในชั่วไหน
เรียกว่าพันธุกรรม หวากิว เต็มขั้น 100% ประชากร Fullblood หวากิว นอกญี่ปุ่นที่มากที่สุด
คือในประเทศออสเตรเลีย พันธุ์แท้ดั้งเดิมหรือ Fullblood นั้น
จะต้องมีการจดทะเบียนพันธุ์ ซึ่งสมาคมพันธุ์หวากิวที่ใหญ่ที่สุดและเข้มแข็งที่สุดอยู่ที่ออสเตรเลีย ในการจดทะเบียนพันธุ์
จะต้องมีการตรวจสอบพันธุกรรมของลูกที่จะจดทะเบียนว่ามีเชื้อพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ ตรงกับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ระบุไว้หรือเปล่า
สอง...พันธุ์แท้ (Purebred) คือ หวากิวที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างหวากิวกับโคพันธุ์อื่นๆ
ซึ่งในชั่วแรกจะมีเลือดหวากิว 50% เราเรียกพวกชั่วแรกนี้ว่า ลูกผสม 50% หรือ F1 ใน F2 คือลูกผสม 75%
เมื่อเอาหวากิวพันธุ์แท้ดั้งเดิมผสมต่อไปจนถึงชั่วที่ 7-8 ซึ่งปริมาณเลือดหวากิวกว่า 99% ถึงจะนับว่าเป็นพันธุ์แท้ตามหลักการผสมพันธุ์
แต่ในวงการหวากิว ทั้งที่ญี่ปุ่นและทั่วโลกให้ยึดถือว่าเป็นแค่ Purebred คุณค่าราคาซากก็จะจัดอยู่ในกลุ่มลูกผสม
ไม่เทียบชั้นเป็นพันธุ์แท้ดั้งเดิมหรือ Fullblood ยิ่งคุณค่าทางการผสมพันธุ์ของพวก Purebred
จะไม่เป็นที่เหลียวแลหรือนำไปใช้ในการปรับปรุงสายพันธุ์เลย ฝูง Purebred
จะพบมากที่สุดในประเทศอเมริกาที่เริ่มโครงการผลิตโคลูกผสมหวากิวจากการนำเข้าโคพ่อพันธุ์หวากิวดำ 2 ตัว และหวากิวสีน้ำตาล 2 ตัว ในปี 1976
สาม...ลูกผสม (Crossbred) คือ ลูกผสมหวากิวกับโคอื่นๆ ไม่ว่าโคเนื้อหรือโคนม
โดยจะเรียกว่าเป็นลูกผสมชั่วไหน เช่น เป็น F1, F2 หรือ F3...ซึ่งพบว่าคุณภาพเนื้อโดยเฉพาะมาร์บลิ่งจะสูงขึ้นตามระดับเลือดที่สูงขึ้น
แต่มีความแปรปรวนสูงมาก คือพันธุกรรมไม่นิ่ง เช่น F2 บางตัวคุณภาพซากหรือมาร์บลิ่ง อาจจะลงไปในระดับต่ำแบบ F1 ได้ เป็นต้น
ในการซื้อขายเนื้อหวากิว จึงต้องจำแนกในขั้นต้นว่าเป็นวัวในกลุ่มไหน ในกลุ่ม 3 กลุ่ม
แล้วจึงมีเกรดคุณภาพซากจากลักษณะต่างๆ ในแบบฉบับของญี่ปุ่นซึ่งดูถึง 18 ลักษณะของซาก ถึงจะตีราคาซากในขั้นสุดท้าย
จุดเด่นในพันธุกรรมของหวากิวนี้ เชื่อว่าน่าจะถูกใช้ไปในการผสมข้าม คัดเลือก สร้างสายพันธุ์พันธุ์แท้โคเนื้อรุ่นใหม่ในอนาคตทดแทน
หรือเพิ่มเติมไปจากโคพันธุ์แท้มาตรฐานที่มีเลี้ยงกันอยู่ในโลกนี้ เพื่อยกระดับไขมันแทรก ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นไขมันคุณภาพดี หรือ Good Fat อนาคตเจ้าหวากิว จึงสด ปิ๊งปั๊ง ยิ่งบ้านเราเนื้อโคขุนคุณภาพดีขาดแคลน และคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ภัตตาคารหลายๆ แห่งปฏิเสธการใช้เนื้อวัวขุนภายในประเทศ เพราะความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพซาก หรือระดับมาร์บลิ่ง และความไม่สม่ำเสมอของปริมาณที่มากพอป้อนตลาดอย่างไม่ขาด การผลิตโคลูกผสม หวากิว-โคนม จึงน่าจะเป็นตัวแทรกและนำตลาดเนื้อโคคุณภาพดีในที่สุด ซึ่งการผลิตลูกผสมหวากิวโดยใช้พื้นฐาน ฝูงโคนม จึงเป็นธุรกิจทางเลือกที่สำคัญที่จะมาเสริม หรือรองรับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รายเล็กๆ ที่ทุกวันนี้อยู่ไม่ค่อยได้ หรืออยู่ได้ก็ไม่พอกิน ปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกรผู้ผลิตลูกโคหวากิว-วัวนมป้อนเกษตรกรที่ขุนโคเป็นอาชีพ หรือผลิตเองขุนเอง ก็ไม่ผิดกติกาอันใด
ข้อมูลจาก...อาจารย์ ดร.ดำรง ลีนานุรักษ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
