ตัวยา Medroxy progesterone acetate 50 mg
ข้อกำหนด
๑.ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
๒.สุนัข - แมว สาวควรเริ่มฉีดเมื่ออายุ ๖-๗ เดือน
๓.สุนัข - แมว หลังคลอดลูก ๓๐ - ๔๐ วัน
ขนาดที่ใช้
-ใช้ตามน้ำหนักสัตว์ ๑ ซีซ๊ ต่อ ๑๐ กก.
ข้อห้าม
๑.ห้ามฉีดในขณะที่เป็นสัด(บ้าผู้)
๒.ห้ามฉีดในขณะที่ตั้งท้อง (ไม่มีแรงเบ่ง คลอดลูกไม่ออก)
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การแก้ไขปัญหาทางการสืบพันธุ์โคนม
ปัญหาทางการสืบพันธุ์เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการผลิตของฟาร์มสูง การให้การจัดการที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันและการเข้าใจปัญหาแล้วทำการแก้ไขให้เร็วจะช่วยลดความสูญเสียได้
1.การแก้ไขปัญหาผสมติดยาก
ตรวจการเป็นสัดให้ถูกต้อง และให้ทำการผสมเทียมในเวลาเหมาะ
การตรวจสัดที่ดี
• เกษตรกรควรตรวจสัด ช่วงเช้า ตอนโคเดินเข้ามารีดนมช่วงเช้าและช่วงเย็น และช่วงหัวค่ำ โดยแต่ละครั้งควรนาน 20-30 นาที
• พื้นที่ที่โคพักควรเป็นพื้นที่เรียบไม่แข็ง ไม่ควรมีก้อนหินขรุขระ และให้อยู่รวมในฝูงไม่แยกเดี่ยว
• โคที่ยืนนิ่งให้โคตัวอื่นปีนเป็นโคที่เป็นสัดจริง
• เวลาที่เหมาะในการผสมมากที่สุดคือช่วง 12-16 ชม.หลังโคเริ่มยืนนิ่งเป็นสัด
สาเหตุที่ทำให้การจับสัดในฟาร์มผิดพลาดมากคือ
1. สภาพโรงเรือน พื้นคอกพักที่ไม่เหมาะสม ทำให้โคแสดงอาการเป็นสัดได้ไม่ชัดเจน
2. หมายเลขประจำตัวโคไม่ชัดเจน
3. ความผิดพลาดของการบันทึกอาการโคที่ใกล้เป็นสัดและอาการโคที่เป็นสัดจริง
4. มีการตรวจการเป็นสัดไม่เพียงพอ อาจเป็นเพราะเจ้าของฟาร์มมีงานมาก หรือไม่ให้เวลาหรือให้ความสำคัญในการจับสัด หรือไม่นำวิธีการอื่น ๆ เข้าช่วยการจัดการจับสัดในโคในฝูง
เทคนิคการผสมเทียมที่ดีช่วยเพิ่มการผสมติด
การผสมเทียม ต้องทำอย่างสะอาดถูกต้อง ทั้งการละลายน้ำเชื้อและการบรรจุปืนฉีดน้ำเชื้อ ที่สำคัญน้ำเชื้ออสุจิต้องมีคุณภาพดี และเกษตรกรควรทราบประวัติพันธุกรรมของพ่อโค ด้วยเป็นการปรับปรุงพันธุ์โคในฝูงและต้องไม่เป็นทางแพร่โรคทางการสืบพันธุ์
โคควรถูกตรวจท้องหลังผสม 60 วัน บันทึกการท้องและกำหนดคลอด
ประเมินประสิทธิภาพการผสมเทียม
• ลงบันทึกข้อมูลการผสมเทียมทุกครั้ง ทั้งวันที่ผสมและชื่อพ่อพันธุ์ที่ใช้
• โคสาวควรเป็นสัดและผสมติดที่อายุ 15-18 เดือน น้ำหนักประมาณ 280-300 กก. คลอดลูกตัวแรกที่อายุไม่เกิน 27-30 เดือน
• แม่โคหลังคลอดควรเป็นสัดและได้รับการผสม 60 วันหลังคลอด โคส่วนใหญ่ในฝูงควรผสมติดภายใน 100 วันหลังคลอด
มีปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการผสมติดคือ
1. การทำการผสมเทียมในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการจับสัดที่ถูกต้อง
2. เทคนิคการผสมเทียมที่ถูกต้องสะอาดและการเก็บรักษาคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็ง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำการผสมเทียมเอง
3. สภาวะอาหารและสุขภาพความสมบูรณ์ของแม่โคและโคสาว ณ เวลาที่ทำการผสมเทียม และภายหลังการผสมเทียม
4. การที่มดลูกเข้าอู่สมบูรณ์ไม่มีการติดเชื้อในมดลูกและมีความพร้อมที่จะรับการตั้งท้อง โดยเฉพาะในการผสมครั้งแรก
2. มดลูกอักเสบ
มดลูกอักเสบเฉียบพลัน
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะแรกหลังคลอดภายใน 7 วัน มักพบในแม่โคที่มีปัญหาคลอดยาก ต้องมีการช่วยคลอดโดยดึงลูกออก ลูกตายเริ่มเน่าขณะช่วยดึงออก หรือมีปัญหารกค้าง มดลูกทะลักหลังคลอด แม่โคอาจแสดงอาการเบ่งเป็นระยะพบของเหลวที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกจากช่องคลอดสีน้ำเลือด และอาจพบช่องคลอดอักเสบร่วม
อาการ การตรวจร่างกายพบว่าแม่โคมีไข้ ชีพจรสูงขึ้น อัตราการหายใจเร็วขึ้น ต้องแยกให้ออกจากอาการของเต้านมอักเสบ ปอดอักเสบ ให้ทำการตรวจทางทวารหนักอย่างนุ่มนวล ตรวจประเมินการเข้าอู่ของมดลูก และลักษณะมดลูกว่าขนาดเท่าใดมีของเหลวภายในมากเพียงใด
การรักษา ให้ยาชาเฉพาะที่โคนหางเพื่อให้แม่โคลดการเกร็งเบ่งขับของเสียในมดลูก ให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างทางระบบร่วมกับให้ทางมดลูก (ควรเลือกยาที่เตรียมเฉพาะใช้กับระบบสืบพันธุ์) ให้สารน้ำและยาลดไข้ลดอักเสบกรณีมีไข้สูงและให้การดูแลพยาบาลที่ดี
พยากรณ์โรค แม่โคที่มีการติดเชื้อและสร้างสารพิษเข้าทางระบบอาจตายได้ ในรายที่ตอบสนองการรักษาอาการจะดีขึ้นภายใน 24 ชม. และให้ทำการตรวจช่องคลอดและล้างมดลูก แม่โคที่มีปัญหามดลูกอักเสบหลังคลอดมักพบว่าเป็นมดลูกอักเสบเรี้อรังตามมา
มดลูกอักเสบเรื้อรังและมดลูกเป็นหนอง
พบในโคบางรายเคยเป็นมดลูกอักเสบเฉียบพลันมาก่อน ส่วนใหญ่มดลูกไม่สามารภกำจัดเชื้อแบททีเรียที่ปนเปื้อนที่ติดมาในระยะคลอดลูกออกได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคที่เรียเข้าช่องคลอดจำนวนมากเกินกว่าแม่โคจะทำการกำจัดเชื้อได้เองโดยธรรมชาติ มักพบมากในแม่โคมีปัญหารกค้างหลังคลอด มดลูกเข้าอู่ช้า มีการกลับมามีวงจรการเป็นสัดหลังคลอดช้า มีเนื้อเยื่อเสียหายขณะคลอด หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในฟาร์มที่พบแม่โคมีปัญหามดลูกอักเสบสูงในบางปี น่าเป็นผลจากการจัดการขณะคลอดไม่สะอาด และอาจเป็นผลร่วมจากวิตามินแร่ธาตุในอาหารไม่สมดุล
อาการ แม่โคไม่แสดงอาการมีไข้ การกินอาหารและการให้นมปกติ ตรวจช่องคลอดพบหนองปนเมือกอยู่หน้าช่องคลอด การล้วงตรวจทางทวารหนักพบว่ามีปีกมดลูกขนาดใหญ่กว่าขนาดที่ควรเป็น การเข้าอู่ช้ากว่าปกติ และรู้สึกว่ามดลูกมีลักษณะบวม ในบางรายมดลูกขยายใหญ่มาก มีหนองอยู่ภายในผนังมดลูกหนา เป็นลักษณะมดลูกเป็นหนอง รังไข่อาจยังไม่เริ่มทำงาน หรือบางตัวอาจเริ่มมีวงรอบแล้ว
การแก้ไขรักษา ในรายที่แม่โคมีคอร์ปัสลูเทียมในรังไข่ให้สารโปรสตาแกลนดินเพื่อสลายคอร์ปัสลูเทียม และทำให้แม่โคเป็นสัดเพื่อให้คอมดลูกเปิดและขับหนองออกแล้วจึงทำการล้างมดลูก ทำการล้างมดลูกใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิกว้าง ไม่ระคายเคืองผิวมดลูก (ควรเลือกยาที่เตรียมเฉพาะใช้กับระบบสืบพันธุ์) โดยต้องงดส่งเนื้อขายตามกำหนด และให้ยาปฏิชีวนะออกฤทธิกว้างเข้าทางระบบด้วย
ผลต่อความสมบูรณ์พันธุ์ พบว่าการเป็นมดลูกอักเสบจะมีผลให้แม่โคมีความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำลง ระยะห่างการตกลูกยาวขึ้น แม่โคบางตัวอาจเป็นหมันด้วยมีความเสียหายของมดลูกและท่อนำไข่ อาจมีผลทำให้แม่โคบางตัวไม่แสดงอาการเป็นสัด
3.รกค้าง
รกคือเนื้อเยื่อส่วนของลูกที่เกาะกับผนังมดลูกของแม่ โดยในโคการเกาะติดเป็นแบบคล้ายเม็ดกระดุม โดยปกติส่วนเยื่อหุ้มตัวลูกหรือรก จะถูกขับออกจากตัวแม่ภายใน 3-8 ชม. หลังคลอดลูก มีขบวนการคือหลังจากที่ลูกถูกขับออกไปเมื่อคลอด สายสะดือขาดและไม่มีเลือดมาเลี้ยงถุงหุ้มตัวลูก เลือดที่เคยมาเลี้ยงตัวลูกจำนวนมากจะลดลงอย่างมากทันที ส่วนของแม่จะมีขนาดเล็กลงเพราะเลือดมาเลี้ยงลดลงเช่นกัน โดยรูปร่างกระดุมจะเปลี่ยนจากรูปรีเป็นทรงกลม ช่วยให้เนื้อเยื่อส่วนของลูกหลุดออกจากกระดุมได้ง่ายขึ้นระหว่างการบีบตัวของมดลูกหลังคลอด น้ำหนักของรกเองจะช่วยให้รกหลุดตกออกจากมดลูกได้ดีขึ้น การที่รกค้างอยู่ในมดลูกหลุดออกมาช้ากว่า 12 ชั่วโมงหลังคลอด มักมีความผิดปกติในขบวนการลอกหลุดของเนื้อเยื่อยึดเกาะระหว่างแม่และลูกภาวะรกค้างจะพบมากในโคมากกว่าในสัตว์ชนิดอื่นๆ รกค้างจะเป็นสาเหตุเกี่ยวเนื่องนำไปสู่ปัญหาโรคมดลูกอักเสบมดลูกเป็นหนอง โดยมักเกิดในขบวนการคลอดที่ไม่ปกติทำให้เกิดรกค้างตามมาและเป็นสิ่งโน้มนำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่มดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่โคมีปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์และผสมติดยาก
อัตราการตายต่ำประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ แต่พบปัญหามดลูกอักเสบ น้ำนมลด ผสมติดยาก ตามมา โดยอัตราการเกิดสูงมากในระดับ 20, 50 หรือถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการจัดการในขณะคลอด และภาวะสมดุลของอาหารวิตามินแร่ธาตุในฟาร์ม
การแก้ไขและรักษา
ใช้วิธีตัดส่วนที่ห้อยออกจากปากมดลูกให้สั้นที่สุด แล้วให้ยาปฏิชีวนะทางช่องคลอดเข้าในมดลูก ทำการสอดเข้าในมดลูกให้ลึกและต้องทำอย่างสะอาดที่สุด แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะออกซี่เตตร้าไซคลินขนาด 1-3 กรัม เข้าในมดลูก จะช่วยลดการอักเสบและติดเชื้อได้ดี แต่จะมีการตกค้างของยาปฏิชีวนะลงในน้ำนม 24-48 ชม. ที่จะต้องงดส่งนม กรณีที่แม่โคมีอาการป่วยแทรกซ้อน ต้องให้การรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะทางระบบ การให้ยาลดไข้และยาอื่นๆ ที่เหมาะสมตามอาการของโค รกที่เหลือค้างอยู่จะหลุดออกเองได้ภายใน 10-15 วัน โคที่ไม่ปลดรกพบว่ามีอัตราการผสมติดและความสมบูรณ์พันธุ์ดีกว่าโคที่ปลดรก ไม่แนะนำให้ทำการปลดด้วยมือด้วยจะเกิดความชอกช้ำในมดลูก มีผลให้เกิดการเสียหายมดลูกอักเสบและผสมติดยากตามมา
การควบคุมและป้องกัน
การเสริมไวตามินและแร่ธาตุ มีรายงานการเสริมไวตามินเอ อี ซีลีเนียม ในระยะก่อนคลอดทั้งแบบผสมอาหารและแบบฉีดพบว่าลดอุบัติการณ์การเกิดรกค้างได้ ด้วยสารเหล่านี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อและการอักเสบได้ระดับไวตามินอีที่แนะนำผสมในอาหารเป็น 400-1,000 มก.ต่อวัน แบบฉีดเข้ากล้าม 7-14 วันก่อนคลอดแนะนำให้ในขนาด 680-3,000 มก.ต่อวัน มีรายงานการให้ไวตามินอีร่วมกับซีลีเนียม พบว่าให้ผลในการป้องกันรกค้างได้ดีกว่าการให้ไวตามินอีอย่างเดียว โดยขนาดที่แนะนำให้เสริมในอาหารคือไวตามินอี 400-800 ไอยู./วันร่วมกับซีลีเนียม 3-6 มก./วัน
การจัดการภายในฟาร์ม มีการจัดการขณะคลอดให้สะอาดลดการติดเชื้อเข้าช่องคลอด มีคอกพักรอคลอดเป็นสัดส่วนแห้งและสะอาด มีการจัดการโคในฟาร์มให้ปลอดจากโรคทางการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะโรคแท้งติดต่อต้องปลอดโรคในฝูง เพื่อลดปัญหาแท้งและเกิดรกค้างตามมา ทำการป้องกันการเกิดโรคไข้น้ำนม เช่นปรับสูตรอาหารในระยะพักรีดนม เช่นให้สัดส่วนแคลเซียมลดลง การให้ไวตามินดีก่อนคลอด การจัดการอาหารให้สมดุลในระยะใกล้คลอดและหลังคลอด การไม่ให้แม่โคอ้วนเกินไปในระยะพักรอคลอด
4.โรคถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่เป็นความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ที่พบได้บ่อยในโค โดยมีรายงานพบได้มากในโคนม นับเป็นโรคที่นำความสูญเสียทางเศรษฐกิจในฟาร์มโคนมที่สำคัญโรคหนึ่ง รังไข่ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่ คือรังไข่ที่มีลักษณะกระเปาะที่มีของเหลวที่ขนาดใหญ่กว่าไข่ (ฟอลลิเคิล) ที่โตเต็มที่ก่อนตกในวงรอบการเป็นสัดตามธรรมชาติ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2.5 ซม.) อาจมี 1 ใบ หรือมากกว่าก็ได้ ซึ่งลักษณะโครงสร้างนี้คงอยู่ได้นานกว่า 10 วัน และมีผลทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดไปจากปกติ
ถุงน้ำในรังไข่ เป็นผลจากการไม่ตกไข่ตามปกติของฟอลลิเคิลที่เจริญเต็มที่ เป็นผลให้ไม่มีวงรอบการเป็นสัดตามปกติ ทำให้แม่โคแสดงอาการไม่มีวงรอบการเป็นสัดหรือเป็นสัดบ่อยๆ
สาเหตุโน้มนำ
โรคถุงน้ำในรังไข่ มักเป็นผลร่วมกันระหว่าง การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ความเครียด การให้ผลผลิตน้ำนมมาก อายุโค และผลจากอาหาร อุบัติการณ์เกิดโรคถุงน้ำในรังไข่พบมากในโคอายุ 4-6 ปี โดยพบได้น้อยมากในแม่โคท้องแรก และมีความสัมพันธ์กับการให้ผลผลิตน้ำนมโดยแม่โคให้ผลผลิตน้ำนมสูงจะพบการเกิดโรคได้สูง และพบว่าโคที่เคยเป็นโรคนี้ในท้องที่ผ่านมาจะพบการเป็นโรคนี้ได้อีกในท้องต่อไป
การรักษา
ปัจจุบันการรักษาด้วยฮอร์โมนเป็นแนวทางการรักษาที่แนะนำให้ใช้ หากโคมีอาการเป็นสัดไม่ปกติให้แจ้งนายสัตวแพทย์ ทำการตรวจรักษาการให้การรักษาเร็วจะเพิ่มโอกาศหายจากโรคได้
การป้องกันโรคถุงน้ำในรังไข่
• คัดเลือกสายพันธุ์โคพ่อพันธุ์ ญาติพี่น้องของแม่พันธุ์และตัวแม่พันธุ์เองต้องไม่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่
• ป้องกันโดยไม่ให้โคอ้วนในระยะพักรีดนม (ไม่ควรมีคะแนนความสมบูรณ์ของรูปร่างมากว่า 4.0)
• มีโปรแกรมการล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด 45-60 วัน และต้องตรวจโคทุกตัวที่ไม่แสดงอาการเป็นสัดหลังคลอด 60 วัน หรือเป็นสัดบ่อยๆ เป็นสัดไม่ตรงรอบ เพื่อให้การรักษาได้เร็วช่วยให้การตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
5.มดลูกทะลัก ช่องคลอดทะลัก
ช่องคลอดทะลัก และ/หรือ มดลูกทะลักในโค ส่วนใหญ่จะพบในแม่โคอายุมาก ภาวะแคลเซียมต่ำในระยะใกล้คลอดหรือขณะคลอดโดยที่แม่โคอาจมีอาการไข้น้ำนมและแม่โคลงนอน หรือบางรายอาจไม่มีอาการของไข้น้ำนมก็ได้ อาจพบในแม่โคที่มีปัญหาคลอดยากโดยเฉพาะมีการช่วยคลอดโดยการดึงลูกพบมากในโคสาวท้องแรก มีประวัติช่องคลอดทะลักก่อนคลอดแล้วพบว่ามีโอกาสเกิดมดลูกทะลักหลังคลอดได้ มีปัญหารกค้างแล้วเกิดมดลูกทะลักตามมา
การแก้ไขจัดการ เจ้าของโคต้องตรวจพบการทะลักและจัดการดูแลให้เร็วที่สุด เมื่อพบว่าแม่โคเกิดมดลูกทะลัก โดยแยกแม่โคที่มดลูกทะลักออกจากฝูงให้อยู่คอกเดี่ยวเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากโคตัวอื่นที่จะมาดมเลีย กระแทกมดลูกส่วนที่ทะลักออกมา หาผ้าสะอาดที่เปียกมาหุ้มห่อส่วนที่ทะลักออกมาไว้ หากเป็นไปได้ให้พยายามช่วยประคองส่วนที่ทะลักออกมาเพื่อลดการคั่งของเลือดในส่วนนี้ จนกว่าสัตวแพทย์จะมาถึง แจ้งสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด
ให้ยาชาเฉพาะที่โคนหางเพื่อให้แม่โคลดการเกร็งเบ่งบีบมดลูก ทำความสะอาดมดลูกโดยน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นที่สะอาดโดยไม่ผสมยาฆ่าเชื้อ ด้วยอาจมีฤทธิ์กัดทำลายเนื้อเยื่อมดลูกได้ ตรวจสอบส่วนที่ทะลักออกมาว่ามีการฉีกขาดที่ส่วนใด หากมีให้ทำการเย็บให้เรียบร้อย ช่วยดันมดลูกกลับอย่างนุ่มนวลและมั่นคง กรณีมดลูกหรือช่องคลอดออกมามากและนานอาจบวมน้ำต้องลดการบวมโดยใช้น้ำตาลทราย 2-3 กก. โรยส่วนที่ยื่นออกมา จะช่วยลดขนาดและดันกลับได้ง่ายขึ้น หลังดันมดลูกกลับเข้าที่แล้ว ให้ยาปฏิชีวนะชนิดที่เตรียมเพื่อให้ทางมดลูกผ่านเข้าทางช่องคลอด และให้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างเข้าทางระบบ เย็บปากมดลูกโดยวัสดุที่ใช้เหมาะสม ให้ทำการตรวจซ้ำหลังการแก้ไข 24 ชม. เอาวัสดุเย็บออกเมื่อแน่ใจว่าขนาดมดลูกเล็กลงและคอมดลูกหดตัวเล็กลงไม่มีโอกาสที่มดลูกจะทะลักกลับมาอีก (ประมาณ 7-10 วัน) ให้ติดตามรักษาปัญหามดลูกอักเสบที่อาจพบตามมาได้
การจัดการที่ดีในระยะพักรีดนมหรือระยะรอคลอดและขณะคลอดลูก จะลดปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ เช่น
• ระยะพักรอคลอดอย่าให้แม่โคอ้วน (คะแนนความสมบูรณ์รูปร่างน้องกว่า 4)
• ปรับอาหารในระยะพักรอคลอดให้สัดส่วนแคลเซี่ยมต่ำลง เพื่อป้องกันปัญหาไข้น้ำนมหลังคลอด
• ให้วิตามิน เอดีอี ก่อนคลอด 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยลดปัญหารกค้างและไข้น้ำนมหลังคลอด
• ขณะรอคลอด คอกพักรอคลอดต้องแห้งสะอาด หากต้องช่วยคลอดให้ทำอย่างสะอาดนุ่มนวล และหากช่วยดึงลูกในช่องคลอดต้องสอดยาปฏิชีวนะเข้าช่องคลอด ดูอาการแทรกซ้อน การกินอาหาร การให้น้ำนม ตรวจวัดไข้ และแจ้งสัตวแพทย์หากแม่โคมีอาการผิดปกติ
การจัดการเพื่อให้แม่โคมีประสิทธิภาพทางการสืบพันธุ์ที่ดี
ในฝูงที่มีสถานะความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำจะต้องมีการปรับแก้ปัญหา และฝูงที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ดีต้องรักษาระดับความสมบูรณ์ให้คงดีตลอดเวลา หัวใจสำคัญในการรักษาให้ความสมบูรณ์พันธุ์อยู่ในระดับดีตลอดคือ
• การมีข้อมูลที่บันทึกถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากที่สุด
• มีการค้นหาโคที่มีปัญหาเพื่อทำการรักษาแก้ไข
• การตรวจแม่โคอย่างสม่ำเสมอ และติดตามผลการรักษาในโคที่มีปัญหาความสมบูรณ์พันธุ์ ประสิทธิ์ผลของการจัดการจะได้เมื่อมีการนำไปปฏิบัติโดยมีบุคลากรในฟาร์มงานร่วมกัน คือ เกษตรกรเจ้าของฟาร์ม หรือผู้จัดการฟาร์มที่มีความกระตือรือร้นและความรับผิดชอบสูง ทำงานร่วมกับนายสัตวแพทย์ และผู้ผสมเทียมในฟาร์ม
โคที่ต้องทำการตรวจระบบสืบพันธุ์และสุขภาพ
การค้นหาโคที่มีปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาทางการสืบพันธุ์ได้เร็ว จะช่วยการลดการสูญเสียจากการผสมติดยากได้ ประวัติโคเหล่านี้ได้จากบันทึกของฟาร์ม โคที่มีประวัติต่อไปนี้ต้องนำมาตรวจ
• โคที่มีปัญหาคลอดยาก รกค้าง มดลูกอักเสบ และมีอาการแทรกซ้อนหลังคลอด ควรทำการตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด
• โคที่มีเมือกที่ผิดปกติออกมาจากช่องคลอด เช่น หนอง เมือกขุ่น
• โคที่แท้ง
• โคที่แสดงการเป็นสัดบ่อย เป็นสัดไม่ปกติ ไม่ตรงรอบ
• โคที่ตรวจไม่พบว่าการเป็นสัด 42 วันหลังคลอด และยังไม่ถูกผสม 63 วัน หลังคลอด
• โคที่ผสมแล้ว 42 วันไม่กลับเป็นสัดให้เป็น โคอาจท้อง หรืออาจเป็นสัดแล้วตรวจไม่พบ หรือมีความผิดปกติอื่นๆ
• โคไม่เป็นสัดหลังคลอด อาจเนื่องจากรังไข่ไม่ทำงาน หรือตรวจการเป็นสัดไม่ได้
• โคที่ผสมซ้ำมากกว่า 5 ครั้ง
• โคที่เคยตรวจว่าท้องแล้ว แต่แสดงอาการเป็นสัดในภายหลัง
• โคสาวที่ไม่เป็นสัดเมื่ออายุมากกว่า 15 เดือน
ควรมีการประเมินประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ของโคในฝูง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ทราบว่าการจัดการฟาร์มอยู่ในเกณฑ์ระดับใด ต้องเร่งหาสาเหตุและทำการแก้ไขที่ด้านใดก่อน โปรแกรมการจัดการฝูงโคเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มการผลิตในฟาร์มได้
ใครเป็นผู้วางเป้าหมายฟาร์ม
วางแผน
เป้าหมายฟาร์มของเกษตรกร
ประเมินสถานะภาพการผลิต นำไปการปฏิบัติ
ควรจัดการสิ่งที่เกษตรกรมองว่าเป็นปัญหา อันดับแรก ก่อน
ค่าเป้าหมายดัชนีการสืบพันธุ์และการผลิตอื่นๆ ในฝูงโคมีค่าดังนี้
อายุเฉลี่ยโคสาวเริ่มผสมพันธุ์ 15-18 เดือน
อายุเฉลี่ยคลอดลูกตัวแรก 27-30 เดือน
วันคลอดถึงผสมครั้งแรกเฉลี่ย 60 วัน
วันคลอดถึงผสมติดเฉลี่ย 100 วัน
จำนวนครั้งที่ผสมต่อการตั้งท้องเฉลี่ย 2.0 ครั้ง
อัตราการผสมครั้งแรกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
โคผสมมากกว่า 3 ครั้ง น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
ระยะห่างวันตกลูกเฉลี่ย 365 วัน
อัตราโคแท้งน้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ค่าเป้าหมายเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่แม่โคที่ปกติสามารถให้ผลผลิตและสืบพันธุ์ได้ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะได้รับสูงสุดจากการเลี้ยงโค ซึ่งในความเป็นจริงแม่โคไม่ทุกตัวในฟาร์มที่มีความสามารถในการผลิตได้ตามเป้าหมาย ทำให้ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการผลิตจะไม่มีฟาร์มใดทำได้เท่าค่าเป้าหมาย แต่ฟาร์มที่มีค่าเฉลี่ยดัชนีการผลิตใกล้ค่าเป้าหมายมากที่สุดจะเป็นฟาร์มที่ได้รับผลกำไรจากการเลี้ยงโคมากที่สุด
1.การแก้ไขปัญหาผสมติดยาก
ตรวจการเป็นสัดให้ถูกต้อง และให้ทำการผสมเทียมในเวลาเหมาะ
การตรวจสัดที่ดี
• เกษตรกรควรตรวจสัด ช่วงเช้า ตอนโคเดินเข้ามารีดนมช่วงเช้าและช่วงเย็น และช่วงหัวค่ำ โดยแต่ละครั้งควรนาน 20-30 นาที
• พื้นที่ที่โคพักควรเป็นพื้นที่เรียบไม่แข็ง ไม่ควรมีก้อนหินขรุขระ และให้อยู่รวมในฝูงไม่แยกเดี่ยว
• โคที่ยืนนิ่งให้โคตัวอื่นปีนเป็นโคที่เป็นสัดจริง
• เวลาที่เหมาะในการผสมมากที่สุดคือช่วง 12-16 ชม.หลังโคเริ่มยืนนิ่งเป็นสัด
สาเหตุที่ทำให้การจับสัดในฟาร์มผิดพลาดมากคือ
1. สภาพโรงเรือน พื้นคอกพักที่ไม่เหมาะสม ทำให้โคแสดงอาการเป็นสัดได้ไม่ชัดเจน
2. หมายเลขประจำตัวโคไม่ชัดเจน
3. ความผิดพลาดของการบันทึกอาการโคที่ใกล้เป็นสัดและอาการโคที่เป็นสัดจริง
4. มีการตรวจการเป็นสัดไม่เพียงพอ อาจเป็นเพราะเจ้าของฟาร์มมีงานมาก หรือไม่ให้เวลาหรือให้ความสำคัญในการจับสัด หรือไม่นำวิธีการอื่น ๆ เข้าช่วยการจัดการจับสัดในโคในฝูง
เทคนิคการผสมเทียมที่ดีช่วยเพิ่มการผสมติด
การผสมเทียม ต้องทำอย่างสะอาดถูกต้อง ทั้งการละลายน้ำเชื้อและการบรรจุปืนฉีดน้ำเชื้อ ที่สำคัญน้ำเชื้ออสุจิต้องมีคุณภาพดี และเกษตรกรควรทราบประวัติพันธุกรรมของพ่อโค ด้วยเป็นการปรับปรุงพันธุ์โคในฝูงและต้องไม่เป็นทางแพร่โรคทางการสืบพันธุ์
โคควรถูกตรวจท้องหลังผสม 60 วัน บันทึกการท้องและกำหนดคลอด
ประเมินประสิทธิภาพการผสมเทียม
• ลงบันทึกข้อมูลการผสมเทียมทุกครั้ง ทั้งวันที่ผสมและชื่อพ่อพันธุ์ที่ใช้
• โคสาวควรเป็นสัดและผสมติดที่อายุ 15-18 เดือน น้ำหนักประมาณ 280-300 กก. คลอดลูกตัวแรกที่อายุไม่เกิน 27-30 เดือน
• แม่โคหลังคลอดควรเป็นสัดและได้รับการผสม 60 วันหลังคลอด โคส่วนใหญ่ในฝูงควรผสมติดภายใน 100 วันหลังคลอด
มีปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการผสมติดคือ
1. การทำการผสมเทียมในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการจับสัดที่ถูกต้อง
2. เทคนิคการผสมเทียมที่ถูกต้องสะอาดและการเก็บรักษาคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็ง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำการผสมเทียมเอง
3. สภาวะอาหารและสุขภาพความสมบูรณ์ของแม่โคและโคสาว ณ เวลาที่ทำการผสมเทียม และภายหลังการผสมเทียม
4. การที่มดลูกเข้าอู่สมบูรณ์ไม่มีการติดเชื้อในมดลูกและมีความพร้อมที่จะรับการตั้งท้อง โดยเฉพาะในการผสมครั้งแรก
2. มดลูกอักเสบ
มดลูกอักเสบเฉียบพลัน
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะแรกหลังคลอดภายใน 7 วัน มักพบในแม่โคที่มีปัญหาคลอดยาก ต้องมีการช่วยคลอดโดยดึงลูกออก ลูกตายเริ่มเน่าขณะช่วยดึงออก หรือมีปัญหารกค้าง มดลูกทะลักหลังคลอด แม่โคอาจแสดงอาการเบ่งเป็นระยะพบของเหลวที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกจากช่องคลอดสีน้ำเลือด และอาจพบช่องคลอดอักเสบร่วม
อาการ การตรวจร่างกายพบว่าแม่โคมีไข้ ชีพจรสูงขึ้น อัตราการหายใจเร็วขึ้น ต้องแยกให้ออกจากอาการของเต้านมอักเสบ ปอดอักเสบ ให้ทำการตรวจทางทวารหนักอย่างนุ่มนวล ตรวจประเมินการเข้าอู่ของมดลูก และลักษณะมดลูกว่าขนาดเท่าใดมีของเหลวภายในมากเพียงใด
การรักษา ให้ยาชาเฉพาะที่โคนหางเพื่อให้แม่โคลดการเกร็งเบ่งขับของเสียในมดลูก ให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างทางระบบร่วมกับให้ทางมดลูก (ควรเลือกยาที่เตรียมเฉพาะใช้กับระบบสืบพันธุ์) ให้สารน้ำและยาลดไข้ลดอักเสบกรณีมีไข้สูงและให้การดูแลพยาบาลที่ดี
พยากรณ์โรค แม่โคที่มีการติดเชื้อและสร้างสารพิษเข้าทางระบบอาจตายได้ ในรายที่ตอบสนองการรักษาอาการจะดีขึ้นภายใน 24 ชม. และให้ทำการตรวจช่องคลอดและล้างมดลูก แม่โคที่มีปัญหามดลูกอักเสบหลังคลอดมักพบว่าเป็นมดลูกอักเสบเรี้อรังตามมา
มดลูกอักเสบเรื้อรังและมดลูกเป็นหนอง
พบในโคบางรายเคยเป็นมดลูกอักเสบเฉียบพลันมาก่อน ส่วนใหญ่มดลูกไม่สามารภกำจัดเชื้อแบททีเรียที่ปนเปื้อนที่ติดมาในระยะคลอดลูกออกได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคที่เรียเข้าช่องคลอดจำนวนมากเกินกว่าแม่โคจะทำการกำจัดเชื้อได้เองโดยธรรมชาติ มักพบมากในแม่โคมีปัญหารกค้างหลังคลอด มดลูกเข้าอู่ช้า มีการกลับมามีวงจรการเป็นสัดหลังคลอดช้า มีเนื้อเยื่อเสียหายขณะคลอด หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในฟาร์มที่พบแม่โคมีปัญหามดลูกอักเสบสูงในบางปี น่าเป็นผลจากการจัดการขณะคลอดไม่สะอาด และอาจเป็นผลร่วมจากวิตามินแร่ธาตุในอาหารไม่สมดุล
อาการ แม่โคไม่แสดงอาการมีไข้ การกินอาหารและการให้นมปกติ ตรวจช่องคลอดพบหนองปนเมือกอยู่หน้าช่องคลอด การล้วงตรวจทางทวารหนักพบว่ามีปีกมดลูกขนาดใหญ่กว่าขนาดที่ควรเป็น การเข้าอู่ช้ากว่าปกติ และรู้สึกว่ามดลูกมีลักษณะบวม ในบางรายมดลูกขยายใหญ่มาก มีหนองอยู่ภายในผนังมดลูกหนา เป็นลักษณะมดลูกเป็นหนอง รังไข่อาจยังไม่เริ่มทำงาน หรือบางตัวอาจเริ่มมีวงรอบแล้ว
การแก้ไขรักษา ในรายที่แม่โคมีคอร์ปัสลูเทียมในรังไข่ให้สารโปรสตาแกลนดินเพื่อสลายคอร์ปัสลูเทียม และทำให้แม่โคเป็นสัดเพื่อให้คอมดลูกเปิดและขับหนองออกแล้วจึงทำการล้างมดลูก ทำการล้างมดลูกใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิกว้าง ไม่ระคายเคืองผิวมดลูก (ควรเลือกยาที่เตรียมเฉพาะใช้กับระบบสืบพันธุ์) โดยต้องงดส่งเนื้อขายตามกำหนด และให้ยาปฏิชีวนะออกฤทธิกว้างเข้าทางระบบด้วย
ผลต่อความสมบูรณ์พันธุ์ พบว่าการเป็นมดลูกอักเสบจะมีผลให้แม่โคมีความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำลง ระยะห่างการตกลูกยาวขึ้น แม่โคบางตัวอาจเป็นหมันด้วยมีความเสียหายของมดลูกและท่อนำไข่ อาจมีผลทำให้แม่โคบางตัวไม่แสดงอาการเป็นสัด
3.รกค้าง
รกคือเนื้อเยื่อส่วนของลูกที่เกาะกับผนังมดลูกของแม่ โดยในโคการเกาะติดเป็นแบบคล้ายเม็ดกระดุม โดยปกติส่วนเยื่อหุ้มตัวลูกหรือรก จะถูกขับออกจากตัวแม่ภายใน 3-8 ชม. หลังคลอดลูก มีขบวนการคือหลังจากที่ลูกถูกขับออกไปเมื่อคลอด สายสะดือขาดและไม่มีเลือดมาเลี้ยงถุงหุ้มตัวลูก เลือดที่เคยมาเลี้ยงตัวลูกจำนวนมากจะลดลงอย่างมากทันที ส่วนของแม่จะมีขนาดเล็กลงเพราะเลือดมาเลี้ยงลดลงเช่นกัน โดยรูปร่างกระดุมจะเปลี่ยนจากรูปรีเป็นทรงกลม ช่วยให้เนื้อเยื่อส่วนของลูกหลุดออกจากกระดุมได้ง่ายขึ้นระหว่างการบีบตัวของมดลูกหลังคลอด น้ำหนักของรกเองจะช่วยให้รกหลุดตกออกจากมดลูกได้ดีขึ้น การที่รกค้างอยู่ในมดลูกหลุดออกมาช้ากว่า 12 ชั่วโมงหลังคลอด มักมีความผิดปกติในขบวนการลอกหลุดของเนื้อเยื่อยึดเกาะระหว่างแม่และลูกภาวะรกค้างจะพบมากในโคมากกว่าในสัตว์ชนิดอื่นๆ รกค้างจะเป็นสาเหตุเกี่ยวเนื่องนำไปสู่ปัญหาโรคมดลูกอักเสบมดลูกเป็นหนอง โดยมักเกิดในขบวนการคลอดที่ไม่ปกติทำให้เกิดรกค้างตามมาและเป็นสิ่งโน้มนำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่มดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่โคมีปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์และผสมติดยาก
อัตราการตายต่ำประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ แต่พบปัญหามดลูกอักเสบ น้ำนมลด ผสมติดยาก ตามมา โดยอัตราการเกิดสูงมากในระดับ 20, 50 หรือถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการจัดการในขณะคลอด และภาวะสมดุลของอาหารวิตามินแร่ธาตุในฟาร์ม
การแก้ไขและรักษา
ใช้วิธีตัดส่วนที่ห้อยออกจากปากมดลูกให้สั้นที่สุด แล้วให้ยาปฏิชีวนะทางช่องคลอดเข้าในมดลูก ทำการสอดเข้าในมดลูกให้ลึกและต้องทำอย่างสะอาดที่สุด แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะออกซี่เตตร้าไซคลินขนาด 1-3 กรัม เข้าในมดลูก จะช่วยลดการอักเสบและติดเชื้อได้ดี แต่จะมีการตกค้างของยาปฏิชีวนะลงในน้ำนม 24-48 ชม. ที่จะต้องงดส่งนม กรณีที่แม่โคมีอาการป่วยแทรกซ้อน ต้องให้การรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะทางระบบ การให้ยาลดไข้และยาอื่นๆ ที่เหมาะสมตามอาการของโค รกที่เหลือค้างอยู่จะหลุดออกเองได้ภายใน 10-15 วัน โคที่ไม่ปลดรกพบว่ามีอัตราการผสมติดและความสมบูรณ์พันธุ์ดีกว่าโคที่ปลดรก ไม่แนะนำให้ทำการปลดด้วยมือด้วยจะเกิดความชอกช้ำในมดลูก มีผลให้เกิดการเสียหายมดลูกอักเสบและผสมติดยากตามมา
การควบคุมและป้องกัน
การเสริมไวตามินและแร่ธาตุ มีรายงานการเสริมไวตามินเอ อี ซีลีเนียม ในระยะก่อนคลอดทั้งแบบผสมอาหารและแบบฉีดพบว่าลดอุบัติการณ์การเกิดรกค้างได้ ด้วยสารเหล่านี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อและการอักเสบได้ระดับไวตามินอีที่แนะนำผสมในอาหารเป็น 400-1,000 มก.ต่อวัน แบบฉีดเข้ากล้าม 7-14 วันก่อนคลอดแนะนำให้ในขนาด 680-3,000 มก.ต่อวัน มีรายงานการให้ไวตามินอีร่วมกับซีลีเนียม พบว่าให้ผลในการป้องกันรกค้างได้ดีกว่าการให้ไวตามินอีอย่างเดียว โดยขนาดที่แนะนำให้เสริมในอาหารคือไวตามินอี 400-800 ไอยู./วันร่วมกับซีลีเนียม 3-6 มก./วัน
การจัดการภายในฟาร์ม มีการจัดการขณะคลอดให้สะอาดลดการติดเชื้อเข้าช่องคลอด มีคอกพักรอคลอดเป็นสัดส่วนแห้งและสะอาด มีการจัดการโคในฟาร์มให้ปลอดจากโรคทางการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะโรคแท้งติดต่อต้องปลอดโรคในฝูง เพื่อลดปัญหาแท้งและเกิดรกค้างตามมา ทำการป้องกันการเกิดโรคไข้น้ำนม เช่นปรับสูตรอาหารในระยะพักรีดนม เช่นให้สัดส่วนแคลเซียมลดลง การให้ไวตามินดีก่อนคลอด การจัดการอาหารให้สมดุลในระยะใกล้คลอดและหลังคลอด การไม่ให้แม่โคอ้วนเกินไปในระยะพักรอคลอด
4.โรคถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่เป็นความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ที่พบได้บ่อยในโค โดยมีรายงานพบได้มากในโคนม นับเป็นโรคที่นำความสูญเสียทางเศรษฐกิจในฟาร์มโคนมที่สำคัญโรคหนึ่ง รังไข่ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่ คือรังไข่ที่มีลักษณะกระเปาะที่มีของเหลวที่ขนาดใหญ่กว่าไข่ (ฟอลลิเคิล) ที่โตเต็มที่ก่อนตกในวงรอบการเป็นสัดตามธรรมชาติ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2.5 ซม.) อาจมี 1 ใบ หรือมากกว่าก็ได้ ซึ่งลักษณะโครงสร้างนี้คงอยู่ได้นานกว่า 10 วัน และมีผลทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดไปจากปกติ
ถุงน้ำในรังไข่ เป็นผลจากการไม่ตกไข่ตามปกติของฟอลลิเคิลที่เจริญเต็มที่ เป็นผลให้ไม่มีวงรอบการเป็นสัดตามปกติ ทำให้แม่โคแสดงอาการไม่มีวงรอบการเป็นสัดหรือเป็นสัดบ่อยๆ
สาเหตุโน้มนำ
โรคถุงน้ำในรังไข่ มักเป็นผลร่วมกันระหว่าง การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ความเครียด การให้ผลผลิตน้ำนมมาก อายุโค และผลจากอาหาร อุบัติการณ์เกิดโรคถุงน้ำในรังไข่พบมากในโคอายุ 4-6 ปี โดยพบได้น้อยมากในแม่โคท้องแรก และมีความสัมพันธ์กับการให้ผลผลิตน้ำนมโดยแม่โคให้ผลผลิตน้ำนมสูงจะพบการเกิดโรคได้สูง และพบว่าโคที่เคยเป็นโรคนี้ในท้องที่ผ่านมาจะพบการเป็นโรคนี้ได้อีกในท้องต่อไป
การรักษา
ปัจจุบันการรักษาด้วยฮอร์โมนเป็นแนวทางการรักษาที่แนะนำให้ใช้ หากโคมีอาการเป็นสัดไม่ปกติให้แจ้งนายสัตวแพทย์ ทำการตรวจรักษาการให้การรักษาเร็วจะเพิ่มโอกาศหายจากโรคได้
การป้องกันโรคถุงน้ำในรังไข่
• คัดเลือกสายพันธุ์โคพ่อพันธุ์ ญาติพี่น้องของแม่พันธุ์และตัวแม่พันธุ์เองต้องไม่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่
• ป้องกันโดยไม่ให้โคอ้วนในระยะพักรีดนม (ไม่ควรมีคะแนนความสมบูรณ์ของรูปร่างมากว่า 4.0)
• มีโปรแกรมการล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด 45-60 วัน และต้องตรวจโคทุกตัวที่ไม่แสดงอาการเป็นสัดหลังคลอด 60 วัน หรือเป็นสัดบ่อยๆ เป็นสัดไม่ตรงรอบ เพื่อให้การรักษาได้เร็วช่วยให้การตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
5.มดลูกทะลัก ช่องคลอดทะลัก
ช่องคลอดทะลัก และ/หรือ มดลูกทะลักในโค ส่วนใหญ่จะพบในแม่โคอายุมาก ภาวะแคลเซียมต่ำในระยะใกล้คลอดหรือขณะคลอดโดยที่แม่โคอาจมีอาการไข้น้ำนมและแม่โคลงนอน หรือบางรายอาจไม่มีอาการของไข้น้ำนมก็ได้ อาจพบในแม่โคที่มีปัญหาคลอดยากโดยเฉพาะมีการช่วยคลอดโดยการดึงลูกพบมากในโคสาวท้องแรก มีประวัติช่องคลอดทะลักก่อนคลอดแล้วพบว่ามีโอกาสเกิดมดลูกทะลักหลังคลอดได้ มีปัญหารกค้างแล้วเกิดมดลูกทะลักตามมา
การแก้ไขจัดการ เจ้าของโคต้องตรวจพบการทะลักและจัดการดูแลให้เร็วที่สุด เมื่อพบว่าแม่โคเกิดมดลูกทะลัก โดยแยกแม่โคที่มดลูกทะลักออกจากฝูงให้อยู่คอกเดี่ยวเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากโคตัวอื่นที่จะมาดมเลีย กระแทกมดลูกส่วนที่ทะลักออกมา หาผ้าสะอาดที่เปียกมาหุ้มห่อส่วนที่ทะลักออกมาไว้ หากเป็นไปได้ให้พยายามช่วยประคองส่วนที่ทะลักออกมาเพื่อลดการคั่งของเลือดในส่วนนี้ จนกว่าสัตวแพทย์จะมาถึง แจ้งสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด
ให้ยาชาเฉพาะที่โคนหางเพื่อให้แม่โคลดการเกร็งเบ่งบีบมดลูก ทำความสะอาดมดลูกโดยน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นที่สะอาดโดยไม่ผสมยาฆ่าเชื้อ ด้วยอาจมีฤทธิ์กัดทำลายเนื้อเยื่อมดลูกได้ ตรวจสอบส่วนที่ทะลักออกมาว่ามีการฉีกขาดที่ส่วนใด หากมีให้ทำการเย็บให้เรียบร้อย ช่วยดันมดลูกกลับอย่างนุ่มนวลและมั่นคง กรณีมดลูกหรือช่องคลอดออกมามากและนานอาจบวมน้ำต้องลดการบวมโดยใช้น้ำตาลทราย 2-3 กก. โรยส่วนที่ยื่นออกมา จะช่วยลดขนาดและดันกลับได้ง่ายขึ้น หลังดันมดลูกกลับเข้าที่แล้ว ให้ยาปฏิชีวนะชนิดที่เตรียมเพื่อให้ทางมดลูกผ่านเข้าทางช่องคลอด และให้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างเข้าทางระบบ เย็บปากมดลูกโดยวัสดุที่ใช้เหมาะสม ให้ทำการตรวจซ้ำหลังการแก้ไข 24 ชม. เอาวัสดุเย็บออกเมื่อแน่ใจว่าขนาดมดลูกเล็กลงและคอมดลูกหดตัวเล็กลงไม่มีโอกาสที่มดลูกจะทะลักกลับมาอีก (ประมาณ 7-10 วัน) ให้ติดตามรักษาปัญหามดลูกอักเสบที่อาจพบตามมาได้
การจัดการที่ดีในระยะพักรีดนมหรือระยะรอคลอดและขณะคลอดลูก จะลดปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ เช่น
• ระยะพักรอคลอดอย่าให้แม่โคอ้วน (คะแนนความสมบูรณ์รูปร่างน้องกว่า 4)
• ปรับอาหารในระยะพักรอคลอดให้สัดส่วนแคลเซี่ยมต่ำลง เพื่อป้องกันปัญหาไข้น้ำนมหลังคลอด
• ให้วิตามิน เอดีอี ก่อนคลอด 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยลดปัญหารกค้างและไข้น้ำนมหลังคลอด
• ขณะรอคลอด คอกพักรอคลอดต้องแห้งสะอาด หากต้องช่วยคลอดให้ทำอย่างสะอาดนุ่มนวล และหากช่วยดึงลูกในช่องคลอดต้องสอดยาปฏิชีวนะเข้าช่องคลอด ดูอาการแทรกซ้อน การกินอาหาร การให้น้ำนม ตรวจวัดไข้ และแจ้งสัตวแพทย์หากแม่โคมีอาการผิดปกติ
การจัดการเพื่อให้แม่โคมีประสิทธิภาพทางการสืบพันธุ์ที่ดี
ในฝูงที่มีสถานะความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำจะต้องมีการปรับแก้ปัญหา และฝูงที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ดีต้องรักษาระดับความสมบูรณ์ให้คงดีตลอดเวลา หัวใจสำคัญในการรักษาให้ความสมบูรณ์พันธุ์อยู่ในระดับดีตลอดคือ
• การมีข้อมูลที่บันทึกถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากที่สุด
• มีการค้นหาโคที่มีปัญหาเพื่อทำการรักษาแก้ไข
• การตรวจแม่โคอย่างสม่ำเสมอ และติดตามผลการรักษาในโคที่มีปัญหาความสมบูรณ์พันธุ์ ประสิทธิ์ผลของการจัดการจะได้เมื่อมีการนำไปปฏิบัติโดยมีบุคลากรในฟาร์มงานร่วมกัน คือ เกษตรกรเจ้าของฟาร์ม หรือผู้จัดการฟาร์มที่มีความกระตือรือร้นและความรับผิดชอบสูง ทำงานร่วมกับนายสัตวแพทย์ และผู้ผสมเทียมในฟาร์ม
โคที่ต้องทำการตรวจระบบสืบพันธุ์และสุขภาพ
การค้นหาโคที่มีปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาทางการสืบพันธุ์ได้เร็ว จะช่วยการลดการสูญเสียจากการผสมติดยากได้ ประวัติโคเหล่านี้ได้จากบันทึกของฟาร์ม โคที่มีประวัติต่อไปนี้ต้องนำมาตรวจ
• โคที่มีปัญหาคลอดยาก รกค้าง มดลูกอักเสบ และมีอาการแทรกซ้อนหลังคลอด ควรทำการตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด
• โคที่มีเมือกที่ผิดปกติออกมาจากช่องคลอด เช่น หนอง เมือกขุ่น
• โคที่แท้ง
• โคที่แสดงการเป็นสัดบ่อย เป็นสัดไม่ปกติ ไม่ตรงรอบ
• โคที่ตรวจไม่พบว่าการเป็นสัด 42 วันหลังคลอด และยังไม่ถูกผสม 63 วัน หลังคลอด
• โคที่ผสมแล้ว 42 วันไม่กลับเป็นสัดให้เป็น โคอาจท้อง หรืออาจเป็นสัดแล้วตรวจไม่พบ หรือมีความผิดปกติอื่นๆ
• โคไม่เป็นสัดหลังคลอด อาจเนื่องจากรังไข่ไม่ทำงาน หรือตรวจการเป็นสัดไม่ได้
• โคที่ผสมซ้ำมากกว่า 5 ครั้ง
• โคที่เคยตรวจว่าท้องแล้ว แต่แสดงอาการเป็นสัดในภายหลัง
• โคสาวที่ไม่เป็นสัดเมื่ออายุมากกว่า 15 เดือน
ควรมีการประเมินประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ของโคในฝูง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ทราบว่าการจัดการฟาร์มอยู่ในเกณฑ์ระดับใด ต้องเร่งหาสาเหตุและทำการแก้ไขที่ด้านใดก่อน โปรแกรมการจัดการฝูงโคเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มการผลิตในฟาร์มได้
ใครเป็นผู้วางเป้าหมายฟาร์ม
วางแผน
เป้าหมายฟาร์มของเกษตรกร
ประเมินสถานะภาพการผลิต นำไปการปฏิบัติ
ควรจัดการสิ่งที่เกษตรกรมองว่าเป็นปัญหา อันดับแรก ก่อน
ค่าเป้าหมายดัชนีการสืบพันธุ์และการผลิตอื่นๆ ในฝูงโคมีค่าดังนี้
อายุเฉลี่ยโคสาวเริ่มผสมพันธุ์ 15-18 เดือน
อายุเฉลี่ยคลอดลูกตัวแรก 27-30 เดือน
วันคลอดถึงผสมครั้งแรกเฉลี่ย 60 วัน
วันคลอดถึงผสมติดเฉลี่ย 100 วัน
จำนวนครั้งที่ผสมต่อการตั้งท้องเฉลี่ย 2.0 ครั้ง
อัตราการผสมครั้งแรกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
โคผสมมากกว่า 3 ครั้ง น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
ระยะห่างวันตกลูกเฉลี่ย 365 วัน
อัตราโคแท้งน้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ค่าเป้าหมายเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่แม่โคที่ปกติสามารถให้ผลผลิตและสืบพันธุ์ได้ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะได้รับสูงสุดจากการเลี้ยงโค ซึ่งในความเป็นจริงแม่โคไม่ทุกตัวในฟาร์มที่มีความสามารถในการผลิตได้ตามเป้าหมาย ทำให้ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการผลิตจะไม่มีฟาร์มใดทำได้เท่าค่าเป้าหมาย แต่ฟาร์มที่มีค่าเฉลี่ยดัชนีการผลิตใกล้ค่าเป้าหมายมากที่สุดจะเป็นฟาร์มที่ได้รับผลกำไรจากการเลี้ยงโคมากที่สุด
โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED)
โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED)
กรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศให้ระมัดระวังความเสียหายจากโรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (Porcine epidemic diarrhea, PED) ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสในสกุลโคโรนาไวรัสสกุลเดียวกับโรค TGE (Transmissible gastroenteritis) ไวรัสจะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้ส่วนวิลไลในลำไส้เล็กเป็นผลทำให้พื้นที่ผิวของการดูดซึมสารอาหารน้อยลง ส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียของเหลวและมีอาการขาดน้ำ ทำให้ลูกสุกรทรุดโทรมจนถึงตายได้
ในกรณีเฉียบพลันเสียหายรุนแรงเกิดเมื่อมีการติดเชื้อในครั้งแรกของสุกร อาจพบว่ามีการติดเชื้อในแม่พันธุ์ถึง 100% ที่แสดงอาการท้องเสียปานกลางถึงเป็นลักษณะน้ำและพบได้ในสุกรทุกอายุ แต่จะรุนแรงในลูกสุกรหย่านม โดย PED ที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ Type 1 จะสร้างความเสียหายและกระทบเฉพาะสุกรหลังหย่านม ในขณะที่ Type 2 จะสร้างความเสียหายและมีผลกระทบกับสุกรทุกช่วงอายุรวมทั้งสุกรดูดนม และแม่สุกรด้วย คล้ายกับโรคทีจีอี ระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2-4 วัน ในสุกรดูดนมอาจสร้างความเสียหายปานกลางหรือรุนแรงส่งผลให้เกิดการตายมากกว่า 40% ได้
แนวทางการควบคุมโรคเมื่อเกิดการระบาด
1. เมื่อเกิดปัญหาท้องเสียในสุกรหลายกลุ่มอายุพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะลูกสุกรดูดนมจะมีลักษณะเด่นคืออาเจียนเป็นนมที่แข็งตัวก่อนการท้องเสียรุนแรงเป็นน้ำสีเหลืองแกมเขียวในลูกสุกรหรือสีดำแกมเขียวในสุกรใหญ่ ให้นำลูกสุกรป่วย 2-3 ตัว หรืออุจจาระของลูกสุกรป่วยจำนวน 3-4 ตัวอย่าง (แช่น้ำแข็ง) ส่งตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยันโดยเร็วที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาคหรือ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ
2. ถ้าพบว่าเป็นการระบาดของโรค PED ต้องพยายามลดความรุนแรงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในเล้าคลอด ด้วยการให้การรักษาตามอาการ ได้แก่
1) ให้ลูกสุกรกินยารักษาการท้องเสีย ที่เน้นควบคุมการแทรกซ้อนของเชื้อ E.coli เช่น กลุ่มยา colistin หรือ enrofloxacin ทั้งนี้หากมีตัวยา kaolin หรือ pectin ร่วมด้วยจะช่วยสมานและลดการอักเสบของลำไส้ได้ดีขึ้น
2) ให้สารน้ำอิเล็คโทรไลต์ ในรูปกรอกและละลายน้ำเพื่อลดการขาดน้ำและร่างกายเป็นกรดอย่างรุนแรงที่เป็นสาเหตุการตายทั้งนี้สารน้ำที่ใช้จะต้องไม่มียา ampicllin หรือ amoxycilin ปนอยู่เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาข้อบวมและชักตามมาในช่วงหลัง ซึ่งเป็นผลจากการขัดขวางการสัมผัสเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
3) แม่ที่ป่วยด้วยโรค PED ในช่วงคลอด ต้องได้รับการรักษา เพื่อป้องกันปัญหานมแห้งอย่างรุนแรงตามมา ด้วยการฉีดยาด้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์นานติดต่อกัน 2-3 วันร่วมกับยาลดไข้แก้ปวดในวันแรกของการรักษา
3. รีบสร้างภูมิคุ้มกันให้แม่สุกรอุ้มท้องทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อหวังผลว่าแม่ที่จะเข้าคลอดในช่วง 2 สัปดาห์ถัดไป จะมีภูมิคุ้มกันถ่ายทอดทางนมน้ำเหลืองที่ดี ทำให้ลูกที่เกิดจากแม่เหล่านี้มีการป่วยและสูญเสียลดลงชัดเจน และโรคสงบในที่สุด วิธีการสร้างภูมิให้แม่อุ้มท้องได้แก่
1) ใช้อุจจาระของลูกที่ป่วยปนกับน้ำสะอาด (ไม่มีคลอรีน) พอสมควร เพื่อใช้ตักปนในอาหารแม่อุ้มท้องกินพร้อมกันทั้งฟาร์ม (ปริมาณที่ใช้เล็กน้อย เพราะมีปริมาณไวรัสมากพอ) 1-2 วันติดต่อกันเพื่อให้เกิดการติดเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกัน แม่สุกรที่ท้องเสียจะกลับเป็นปกติภายใน 2-3 วัน
2) ช่วงทำให้แม่อุ้มท้องติดเชื้อ จะต้องใช้ยา colistin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) ขนาด 80-100 ppm เพื่อควบคุมการแทรกซ้อนของ E.coli ร่วมกับ amoxycilin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) 250-300 ppm เพื่อควบคุมการแท้งจากเชื้อ Streptococus suis และภาวะไข้ช่วงการเกิดโรค PED โดยผสมยาในอาหารนานประมาณ 1 สัปดาห์
4. ภายหลังโรคสงบ ฟาร์มส่วนใหญ่จะมีความคุ้มโรคและไม่พบการเกิดโรคประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นอาจพบการท้องเสียประปรายในกลุ่มแม่อุ้มท้องโดยเฉพาะในสุกรสาว ในช่วงหน้าหนาวโดยเฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ที่ขาดการทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสยังมีโอกาสหมุนเวียนสร้างการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเนื่องในฝูง เพียงแต่ไวรัสไม่คงทนต่อสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนในประเทศ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับฟาร์ม
แนวทางการป้องกันโรค
เนื่องจากเป็นโรคที่มีสาเหตุจากไวรัส และยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. โรงเรือนเล้าจับขาย เป็นแหล่งง่ายสุดที่โรคจะเข้าฟาร์ม ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่มีการจับหมูขาย รถจับหมูต้องได้รับการล้างและฆ่าเชื้ออย่างดีก่อนเข้าบริเวณฟาร์ม
2. เข้มงวดเรื่องคนงานในเล้าคลอด ห้ามปะปนกับส่วนอื่น และเข้มงวดเรื่องการฆ่าเชื้อก่อนเข้าโรงเรือน
3. อาจลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดในเล้าคลอดโดยการให้สารเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคท้องเสีย ให้ลูกสุกรแรกเกิดทุกตัวกิน(มีจำหน่ายที่ร้านขายยาสัตว์)
“หากผู้เลี้ยงสุกรตรวจพบสุกรแสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยเหลือควบคุมให้โรคสงบโดยเร็ว”
กรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศให้ระมัดระวังความเสียหายจากโรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (Porcine epidemic diarrhea, PED) ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสในสกุลโคโรนาไวรัสสกุลเดียวกับโรค TGE (Transmissible gastroenteritis) ไวรัสจะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้ส่วนวิลไลในลำไส้เล็กเป็นผลทำให้พื้นที่ผิวของการดูดซึมสารอาหารน้อยลง ส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียของเหลวและมีอาการขาดน้ำ ทำให้ลูกสุกรทรุดโทรมจนถึงตายได้
ในกรณีเฉียบพลันเสียหายรุนแรงเกิดเมื่อมีการติดเชื้อในครั้งแรกของสุกร อาจพบว่ามีการติดเชื้อในแม่พันธุ์ถึง 100% ที่แสดงอาการท้องเสียปานกลางถึงเป็นลักษณะน้ำและพบได้ในสุกรทุกอายุ แต่จะรุนแรงในลูกสุกรหย่านม โดย PED ที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ Type 1 จะสร้างความเสียหายและกระทบเฉพาะสุกรหลังหย่านม ในขณะที่ Type 2 จะสร้างความเสียหายและมีผลกระทบกับสุกรทุกช่วงอายุรวมทั้งสุกรดูดนม และแม่สุกรด้วย คล้ายกับโรคทีจีอี ระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2-4 วัน ในสุกรดูดนมอาจสร้างความเสียหายปานกลางหรือรุนแรงส่งผลให้เกิดการตายมากกว่า 40% ได้
แนวทางการควบคุมโรคเมื่อเกิดการระบาด
1. เมื่อเกิดปัญหาท้องเสียในสุกรหลายกลุ่มอายุพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะลูกสุกรดูดนมจะมีลักษณะเด่นคืออาเจียนเป็นนมที่แข็งตัวก่อนการท้องเสียรุนแรงเป็นน้ำสีเหลืองแกมเขียวในลูกสุกรหรือสีดำแกมเขียวในสุกรใหญ่ ให้นำลูกสุกรป่วย 2-3 ตัว หรืออุจจาระของลูกสุกรป่วยจำนวน 3-4 ตัวอย่าง (แช่น้ำแข็ง) ส่งตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยันโดยเร็วที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาคหรือ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ
2. ถ้าพบว่าเป็นการระบาดของโรค PED ต้องพยายามลดความรุนแรงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในเล้าคลอด ด้วยการให้การรักษาตามอาการ ได้แก่
1) ให้ลูกสุกรกินยารักษาการท้องเสีย ที่เน้นควบคุมการแทรกซ้อนของเชื้อ E.coli เช่น กลุ่มยา colistin หรือ enrofloxacin ทั้งนี้หากมีตัวยา kaolin หรือ pectin ร่วมด้วยจะช่วยสมานและลดการอักเสบของลำไส้ได้ดีขึ้น
2) ให้สารน้ำอิเล็คโทรไลต์ ในรูปกรอกและละลายน้ำเพื่อลดการขาดน้ำและร่างกายเป็นกรดอย่างรุนแรงที่เป็นสาเหตุการตายทั้งนี้สารน้ำที่ใช้จะต้องไม่มียา ampicllin หรือ amoxycilin ปนอยู่เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาข้อบวมและชักตามมาในช่วงหลัง ซึ่งเป็นผลจากการขัดขวางการสัมผัสเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
3) แม่ที่ป่วยด้วยโรค PED ในช่วงคลอด ต้องได้รับการรักษา เพื่อป้องกันปัญหานมแห้งอย่างรุนแรงตามมา ด้วยการฉีดยาด้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์นานติดต่อกัน 2-3 วันร่วมกับยาลดไข้แก้ปวดในวันแรกของการรักษา
3. รีบสร้างภูมิคุ้มกันให้แม่สุกรอุ้มท้องทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อหวังผลว่าแม่ที่จะเข้าคลอดในช่วง 2 สัปดาห์ถัดไป จะมีภูมิคุ้มกันถ่ายทอดทางนมน้ำเหลืองที่ดี ทำให้ลูกที่เกิดจากแม่เหล่านี้มีการป่วยและสูญเสียลดลงชัดเจน และโรคสงบในที่สุด วิธีการสร้างภูมิให้แม่อุ้มท้องได้แก่
1) ใช้อุจจาระของลูกที่ป่วยปนกับน้ำสะอาด (ไม่มีคลอรีน) พอสมควร เพื่อใช้ตักปนในอาหารแม่อุ้มท้องกินพร้อมกันทั้งฟาร์ม (ปริมาณที่ใช้เล็กน้อย เพราะมีปริมาณไวรัสมากพอ) 1-2 วันติดต่อกันเพื่อให้เกิดการติดเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกัน แม่สุกรที่ท้องเสียจะกลับเป็นปกติภายใน 2-3 วัน
2) ช่วงทำให้แม่อุ้มท้องติดเชื้อ จะต้องใช้ยา colistin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) ขนาด 80-100 ppm เพื่อควบคุมการแทรกซ้อนของ E.coli ร่วมกับ amoxycilin (หรือยาอื่นที่ได้ผลใกล้เคียง) 250-300 ppm เพื่อควบคุมการแท้งจากเชื้อ Streptococus suis และภาวะไข้ช่วงการเกิดโรค PED โดยผสมยาในอาหารนานประมาณ 1 สัปดาห์
4. ภายหลังโรคสงบ ฟาร์มส่วนใหญ่จะมีความคุ้มโรคและไม่พบการเกิดโรคประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นอาจพบการท้องเสียประปรายในกลุ่มแม่อุ้มท้องโดยเฉพาะในสุกรสาว ในช่วงหน้าหนาวโดยเฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ที่ขาดการทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสยังมีโอกาสหมุนเวียนสร้างการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเนื่องในฝูง เพียงแต่ไวรัสไม่คงทนต่อสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนในประเทศ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับฟาร์ม
แนวทางการป้องกันโรค
เนื่องจากเป็นโรคที่มีสาเหตุจากไวรัส และยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
1. โรงเรือนเล้าจับขาย เป็นแหล่งง่ายสุดที่โรคจะเข้าฟาร์ม ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่มีการจับหมูขาย รถจับหมูต้องได้รับการล้างและฆ่าเชื้ออย่างดีก่อนเข้าบริเวณฟาร์ม
2. เข้มงวดเรื่องคนงานในเล้าคลอด ห้ามปะปนกับส่วนอื่น และเข้มงวดเรื่องการฆ่าเชื้อก่อนเข้าโรงเรือน
3. อาจลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดในเล้าคลอดโดยการให้สารเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคท้องเสีย ให้ลูกสุกรแรกเกิดทุกตัวกิน(มีจำหน่ายที่ร้านขายยาสัตว์)
“หากผู้เลี้ยงสุกรตรวจพบสุกรแสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยเหลือควบคุมให้โรคสงบโดยเร็ว”
วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553
"ทรอปิคอลโฮลสไตน์" โคนมสายพันธุ์ไทยที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน

กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตน์” โคนมสายเลือดไทย ให้มีความดีเด่นในด้านผลผลิตน้ำนม และรูปร่างโคนมที่ดี เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้โคนมที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตน์” โคนมสายเลือดไทย ให้มีความดีเด่นในด้านผลผลิตน้ำนม และรูปร่างโคนมที่ดี เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้โคนมที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน ส่งออกแม่โคนมของไทยไป เวียดนาม และมาเลเซีย และยังเป็นเจ้าภาพจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมและปรับปรุงพันธุ์ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเชียนที่มีความพร้อมและประสบความสำเร็จในการพัฒนาจนได้พันธุ์โคนมที่ให้ผลผลิตดี เลี้ยงง่าย ภายใต้ภูมิภาคอากาศแบบร้อนชื้นของอาเซียน
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า พ่อพันธุ์โคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์ของกรมปศุสัตว์ มีกระบวนการพัฒนาไม่ต่ำกว่า 10 ปี จึงประสบความสำเร็จ สามารถให้กำเนิดลูกสาวพันธุกรรมดีที่ให้น้ำนมถึง สูงถึง 5,000-6,000 กิโลกรัม/305วัน ภายใต้สภาพการเลี้ยงดูปกติในฟาร์มของเกษตรกร(ในขณะที่ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยของโคนมทั้งประเทศมีค่าเท่ากับ 3,816 กิโลกรัม/305 วัน) ซึ่งพ่อพันธุ์โคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์นี้จะใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งประมาณ 250,000 โด๊สต่อปี เพื่อใช้บริการผสมเทียมแก่แม่โคนมมากกว่า 70% ของโคนมในประเทศ ทำให้ประเทศไทยลดการสูญเสียเงินตรา และประหยัดงบประมาณการนำเข้าน้ำเชื้อแช่แข็งจากต่างประเทศได้ประมาณปีละ 50 ล้านบาท
กรมปศุสัตว์ โดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ มีมุ่งมั่นในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมของไทยให้มีความก้าวหน้าทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยมุ่งเน้นในลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ คุณภาพน้ำนม และปริมาณน้ำนม ลักษณะรูปร่าง ความสมบูรณ์พันธุ์ และมีคุณสมบัติสอดคล้องกับระบบการตลาด การผลิต การเลี้ยงดู และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยสามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านพันธุกรรมโคนม ดังจะเห็นได้ว่าในการดำเนินงานด้านการพัฒนาพันธุ์โคนมมีแนวโน้มที่ดี และบ่งชี้ให้เห็นว่าอนาคตของโคนมของไทยสามารถก้าวหน้าต่อไป และยังเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านการพัฒนาพันธุ์โคนมอีกด้วย อธิบดีกล่าว.
...................................................
ข้อมูล : จุรีรัตน์ แสนโภชน์ นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
โคพันธุ์กบินทร์บุรี

เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทัลกับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายวิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี (ตั้งอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี)ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม โดยลูกโคเพศผู้ใช้เป็นโคขุนได้และแม่โคใช้รีดนมได้ การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ซิมเมนทัลคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมัน ผสมกับแม่โคบราห็มันพันธุ์แท้ ได้ลูกโคผสมชั่วรุ่นที่ 1 ที่มีเลือด 50 % ซิมเมนทัล และ 50 % บราห์มัน แล้วผสมโคชั่วรุ่นที่1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่เรียกว่า “โคพันธุ์กบินทร์บุรี”
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทัล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้มีข้อดีคือ ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มัน เพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ลูกเพศเมียใช้รีดนมได้มากพอสมควร หากจะเลี้ยงเป็นโครีดนมควรเลี้ยงใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนมที่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้ จะได้ไม่มีปัญหาในการจำหน่ายนม แต่การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนื้อมีสีแดงเข้มอาจเป็นข้อติของตลาดเนื้อโคคุณภาพดีเมื่อเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาโรเล่ย์ เช่น โคพันธุ์ตาก และโคกำแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเป็นลูกผสมซิมเมนทัล 50% กับบราห์มัน 50 % ชั่วอายุแรกจำนวน 119 ตัว ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2543 ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ (Least Square Means) ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วน้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 29.92 กิโกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่อายุ 200 วัน ) 161.75 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี (ปรับที่ 400 วัน) 288.07 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปีครึ่ง (ปรับที่อายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน หลังหย่านมถึงอายุ 400 วัน 494.97 กิโลกรัม/วัน และจาก 400 วันถึง 600 วัน 565.41 กิโลกรัม ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลี่ยวันละ 5.17 กิโลกรัม จำนวนวันรีด 119 วัน
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึ่งเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วของน้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่อายุ 200 วัน) 164.93 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี (ปรับที่ 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม
จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี (ลูกผสมซิมเมนทัล 50 % กับบราห์มัน 50 % ) จำนวน 10 ตัว เริ่มขุนที่น้ำหนักเฉลี่ย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบ 9 % สิ้นสุดการทดลองที่ 1,211 กรัม เปอร์เซ็นซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นซากเย็น 53.40
โคพันธุ์กบินทร์บุรี
เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทาลกับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้สถานีวิจัยทดสอบ พันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี (ตั้งอยู่ที่ อำเภอกบินทร์บุรี)ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม โดยลูกโคเพศผู้ใช้เป็น โคขุนได้และแม่โคใช้รีดนมได้
การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ซิมเมนทาล คุณภาพสูงจากประเทศ เยอรมัน ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 ที่มีเลือด 50% ซิมเมนทาล และ 50% บราห์มัน แล้วผสม โคชั่วที่ 1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรุงให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ กบินทร์บุรี
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทาล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้มีข้อดีคือ หากเลี้ยงแบบโคเนื้อมีการเติบโตเร็ว ซากมี ขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดีได้ ทนทาน ต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะที่จะ นำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ลูกเพศเมีย ใช้รีดนมได้ มากพอสมควร หากจะเลี้ยงเป็นโครีดนมควรเลี้ยงใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนมที่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้ จะได้ไม่มีปัญหาในการจำหน่ายนม แต่การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าหรือปล่อย ในทุ่ง หากใช้แม่โครีดนม ลูกโคที่เกิดออกมาต้องแยก เลี้ยงแบบลูกโคนม ดังนั้นผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ในการเลี้ยงโครีดนม และต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนื้อมีสีแดงเข้ม อาจเป็นข้อติของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี เมื่อเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาร์ โรเล่ส์ เช่น โคพันธุ์ตากและโคกำแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเป็น ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50% ชั่วอายุแรกจำนวน 119 ตัว ที่ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2543 ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์(Least Square Means) ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆแล้วของน้ำ หนัก แรกเกิดเท่ากับ 29.92 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่ ี่อายุ 200 วัน) 161.75 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี(ปรับที่ 400 วัน) 288.07 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปีครึ่ง (ปรับที่อายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตหลังหย่านมถึง อายุ 400 วัน 494.97 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตจาก 400 วันถึง 600 วัน 565.41 กรัม/วัน ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลี่ยวันละ 5.17 กิโลกรัม จำนวนวันรีด 119 วัน
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึ่งเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัยและบำรุง พันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วของ น้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม(ปรับที่อายุ 200 วัน) 164.93 กิโล กรัม น้ำหนัก 1 ปี(ปรับที่ 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี(ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50%) จำนวน 10 ตัว เริ่มขุน ที่น้ำหนักเฉลี่ย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบโปรตีน 9 % สิ้นสุดการทดลองที่ 450 กิโลกรัม โคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยวันละ 1,211 กรัม เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นต์ซากเย็น 53.40 เปอร์เซ็นต์
โคพันธุ์ตาก

พันธุ์ ตาก (Tak)
ถิ่นกำเนิด ไทย
ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เป็นลูกผสมระหว่าง62.5%ชาร์โรเลส์กับ37.5%บราห์มัน
สีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีทอง ลำตัวคล้ายชาร์โรเลส์ ทนร้อน เนื้อดี โตเร็ว เหมาะสำหรับใช้ขุน
โคพันธุ์ตาก เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ที่โตเร็ว เนื้อนุ่ม เพื่อทดแทนการนำเข้าพันธุ์โคและเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศ
การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์
ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูงจากประเทศฝรั่งเศส ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้
ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก 1) ที่มีเลือด 50% ชาร์โรเล่ส์ และ 50% บราห์มัน
แล้วผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 1 ดังกล่าวด้วยน้ำเชื้อหรือพ่อบราห์มันพันธุ์แท้ได้ลูกโคชั่วที่ 2
(เรียกโคพันธุ์ตาก 2) ซึ่งมีเลือด 25% ชาร์โรเล่ส์ และ 75% บราห์มัน
จากนั้นผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 2 ด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูง
ได้ลูกโคชั่วที่ 3 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก) ซึ่งมีเลือด 62.5% ชาร์โรเล่ส์ และ 37.5% บราห์มัน
แล้วนำโคชั่วที่ 3 ผสมกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ตาก
ข้อดีของโคพันธุ์ตากมีดังนี้
1.มีการเติบโตเร็ว เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก (marbling) ซากมีขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี
2.เลี้ยงง่าย หากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร
3.เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมืองโคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูก มาเลี้ยงเป็นโคขุนได้
4.แม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตาก ผสมพันธุ์ที่แม่โคอายุ 14 เดือน น้ำหนัก 280 กก. ขึ้นไป
ข้อเสียของโคพันธุ์นี้มีดังนี้
1.การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลี้ยงในสภาพปล่อยป่าหรือปล่อยทุ่ง ควรใช้พันธุ์ตาก 1 หรือโคพันธุ์ตาก 2
โคพันธุ์กำแพงแสน

เป็นโคพันธุ์ใหม่ปรับปรุงพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยใช้พันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับบราห์มัน คล้ายกับโคพันธุ์ตาก แต่โคพันธุ์กำแพงแสนเริ่มต้นปรับปรุงพันธุ์จากโคพื้นเมือง
โคพันธุ์กำแพงแสนมีสายเลือด 25% พื้นเมือง 25% บราห์มัน และ 50% ชาร์โรเล่ส์
ส่วนลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ คล้ายกับโคพันธุ์ตาก
เมื่อวันที่ 2 - 4 ธันวาคม 2538 รัฐบาลไทย โดยกรมปศุสัตว์และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดการประกวดโคเนื้อขึ้นในงาน Worldtech’ 95 การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดในระบบสากล ผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มัน และสมาคมโคพันธุ์ซิมเมนทอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งละ 1 ท่าน โคที่นำมาประกวดในงานนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทย คือ
1. พันธุ์บราห์มัน
2. พันธุ์ลูกผสมโคเมืองร้อน (ลูกผสมบราห์มัน หรือลูกผสมฮินดูบราซิล)
3. พันธุ์เดราท์มาสเตอร์
4. พันธุ์กำแพงแสน
โดยได้ทำการประกวดกันเองในแต่ละพันธุ์ จนกระทั่งได้โคที่ดีที่สุด ซึ่งเรียกตำแหน่งนี้ว่า โคยอดเยี่ยม (GRAND CHAMPION) ของพันธุ์นั้น ๆ
เมื่อได้โคยอดเยี่ยมของแต่ละพันธุ์แล้ว(พันธุ์ละ 1 ตัว) ก็นำโคยอดเยี่ยมเหล่านั้นมาประกวดกันอีกครั้งเพื่อหาโคที่เป็นสุดยอดโคเนื้อแห่งปีในงาน WORLDTECH’95 (SUPER GRAND CHAMPION) ผลปรากฏว่า โคพันธุ์กำแพงแสนเพศผู้ เบอร์ K11-36/241 สามารถคว้าตำแหน่งสูงสุดนี้ได้
เนื่องจากโคพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคเนื้อพันธุ์แรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศไทย จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของวงการและสามารถชนะโคพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งสั่งพันธุ์มาจากต่างประเทศในราคาแพงได้จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ทำความรู้จักกับโคพันธุ์กำแพงแสน
ประวัติความเป็นมา
เมื่อพ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศ.ดร.จรัญ จันทลักขณา และอาจารย์ประเสริฐ เจิมพร ได้สั่งน้ำเชื้อแข็งโคเนื้อพันธุ์เฮอร์ฟอร์ดเข้ามาทดลองผสมกับโคไทยและกับโคไทยเลือดผสมเรดซินดิ ที่สถานีฝึกนิสิตทับกวางปรากฎว่า ลูกครึ่งที่ได้จากการทดลองโตเร็วขึ้นและไม่มีปัญหาในการเลี้ยงดู แต่สีสรรค์ของลูกผสมออกจะเลอะเทอะสักหน่อย ต่อมาในปี 2512 เมื่อมีการย้ายโคจากสถานีทับกวางมากำแพงแสน จึงได้ใช้น้ำเชื้อพันธุ์ชาโรเลส์เพิ่มขึ้นอีกพันธุ์หนึ่ง พบว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*ชาโรเลส์ เติบโตดีและเลี้ยงง่ายอีกทั้งสีสรรมีความสม่ำเสมอกว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*เฮียร์ฟอร์ด จึงได้ทำการผสมยกระดับเลือดชาโรเลส์ขึ้นไปเป็น 75% ปรากฏว่าแทนที่จะดีขึ้นกลับพบว่าโคทีมีเลือดเมืองหนาว 75% เลี้ยงยากมากและมีปัญหาเรื่องสุขภาพ(ในสภาพปล่อยทุ่ง) ต่อมา ได้ทดลองผสมพันธุ์ให้เป็นโค 3 สายเลือดคือนำพันธุ์บราห์มันเข้ามาร่วมกับโคไทย และชาโรเลส์ ทำให้ได้ลูกผสมที่ได้มีสีสม่ำเสมอ เลี้ยงง่าย โตเร็วและให้เนื้อคุณภาพดี ในระยะแรกๆ(2525-2530)ทำการผสมเป็น 2 แนวทางคือทำให้มีเลือดโคไทย 25% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 50% เรียกว่า กำแพงแสน 1 และทำให้มีเลือดโคไทย 12.5% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 62.5% เรียกว่า กำแพงแสน 2 แต่ภายหลังพบว่า กำแพงแสน2 เลี้ยงยากกว่าในสภาพปล่อยทุ่ง จึงตัดออกจากแผนผสมพันธุ์ เหลือเฉพาะกำแพงแสน1 และเรียกว่าพันธุ์กำแพงแสน ตั้งแต่ปี 2530เป็นต้นมา หลังจากนั้นได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อจดทะเบียนรับรองพันธุ์ประวัติ เมื่อ พ.ศ.2534 นับเป็นโคพันธุ์แรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย
ความหมายของโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
คือ โคที่มีเลือดพื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ ชาโรเลส์ 50 เปอร์เซ็นต์ มีสีขาวครีม-เหลืองทั้งตัว มีลักษณะและคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานความเป็นเลิศของโคพันธุ์กำแพงแสนซึ่งสมาคมฯกำหนดขึ้น
สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า “กำแพงแสน” เพราะการตั้งชื่อพันธุ์โคโดยทั่วไป นิยมใช้ชื่อถิ่นกำเนิดของโคนั้น ๆ เป็นชื่อพันธุ์ เช่น พันธุ์อเบอร์ดีน-แองกัส เป็นโคที่กำเนิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างเมืองอเบอร์ดีนกับเมืองแองกัส ในประเทศอังกฤษ พันธุ์ซิมเมนทอลเกิดที่หุบเขาซิมเมน ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนโคเนื้อพันธุ์แรกที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในประเทศไทย กำเนิดขึ้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จึงให้ชื่อว่า “พันธุ์กำแพงแสน”
สาเหตุที่สร้างโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” เป็นการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองของไทย คุณสมบัติที่ดีเลิศของโคพื้นเมืองที่ไม่มีโคพันธุ์ใดเทียบได้ คือความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ เป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ทั้ง ๆ ที่ได้รับอาหารไม่ค่อยสมบูรณ์นักก็ยังให้ลูกทุกปี แต่เนื่องจากโคพื้นเมืองไม่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนในระบบธุรกิจได้ ทั้งนี้เพราะมีขนาดตัวเล็ก และโตช้า จึงได้มีการปรับปรุงโคพื้นเมืองโดยการนำโคพันธุ์บราห์มันมาผสมเพื่อให้ได้ลูกมีขนาดใหญ่และโตเร็วขึ้นแต่เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า โคอินเดีย (บราห์มันและฮินดูบราซิล) มีข้อด้อยเรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ การยกระดับเลือดโคบราห์มันให้สูงขึ้นจะมีปัญหาการผสมติดยากมากขึ้น ยิ่งถ้าหากได้รับอาหารไม่สมบูรณ์ โคจะไม่ยอมเป็นสัด นอกจากนี้คุณภาพของเนื้อโคบราห์มันก็ด้อยกว่าโคเมืองหนาว ดังนั้นทางโครงการจึงพยายามรักษาเลือดโคพื้นเมืองไว้ 25 % เพื่อให้คงความดีของความสมบูรณ์พันธุ์ และจำกัดเลือดบราห์มันไว้เพียง 25 % เพื่อให้โครงร่างใหญ่ขึ้นโดยที่เรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ยังไม่เกิดปัญหา แล้วนำโคพันธุ์ชาโรเลส์ มาช่วยในเรื่องการให้เนื้อ และการเจริญเติบโต แต่โคพันธุ์ชาโรเลส์เป็นโคเมืองหนาว ซึ่งไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนบ้านเราได้ จึงจำกัดเลือดของโคพันธุ์ชาโรเลส์ไว้เพียง 50 %
โดยสรุปคือ การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” ก็เพื่อให้ได้พันธุ์โคที่มีคุณสมบัติเป็นโคเนื้อที่ดีครบถ้วนสำหรับเลี้ยงในสภาพทั่วไปของประเทศไทย โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (โคพื้นเมือง) เป็นพันธุ์พื้นฐาน
ในการสร้างและพัฒนาโคพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนั้น ในระยะแรก ๆ คุณลักษณะของโคพันธุ์นั้น ๆ อาจจะยังไม่ดีนัก แต่ได้มีการตั้งคุณลักษณะของโคในอุดมคติที่ต้องการไว้ แล้วพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้โคที่มีคุณลักษณะตรงตามที่ตั้งไว้ โคที่สมาคมจะจดทะเบียนรับรองพันธุ์ให้ก็ต้องมีลักษณะตรงกับลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้ ในการคัดเลือกโคไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์และในการประกวดโคก็จะอิงลักษณะและคุณสมบัติที่ตั้งไว้นี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้เรียกกันตามหลักสากลว่า มาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Exellence)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
