...ยินดีต้อนรับท่านสู่...โครงการของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช...(กิจกรรทความรู้รอบตัว)ภายใต้การบริหารจัดการ..ของ...นายมนัส ชุมทอง...ปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี..

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

"ทรอปิคอลโฮลสไตน์" โคนมสายพันธุ์ไทยที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน


กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตน์” โคนมสายเลือดไทย ให้มีความดีเด่นในด้านผลผลิตน้ำนม และรูปร่างโคนมที่ดี เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้โคนมที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตน์” โคนมสายเลือดไทย ให้มีความดีเด่นในด้านผลผลิตน้ำนม และรูปร่างโคนมที่ดี เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้โคนมที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมที่สุดในอาเซียน ส่งออกแม่โคนมของไทยไป เวียดนาม และมาเลเซีย และยังเป็นเจ้าภาพจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมและปรับปรุงพันธุ์ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเชียนที่มีความพร้อมและประสบความสำเร็จในการพัฒนาจนได้พันธุ์โคนมที่ให้ผลผลิตดี เลี้ยงง่าย ภายใต้ภูมิภาคอากาศแบบร้อนชื้นของอาเซียน
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า พ่อพันธุ์โคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์ของกรมปศุสัตว์ มีกระบวนการพัฒนาไม่ต่ำกว่า 10 ปี จึงประสบความสำเร็จ สามารถให้กำเนิดลูกสาวพันธุกรรมดีที่ให้น้ำนมถึง สูงถึง 5,000-6,000 กิโลกรัม/305วัน ภายใต้สภาพการเลี้ยงดูปกติในฟาร์มของเกษตรกร(ในขณะที่ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยของโคนมทั้งประเทศมีค่าเท่ากับ 3,816 กิโลกรัม/305 วัน) ซึ่งพ่อพันธุ์โคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์นี้จะใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งประมาณ 250,000 โด๊สต่อปี เพื่อใช้บริการผสมเทียมแก่แม่โคนมมากกว่า 70% ของโคนมในประเทศ ทำให้ประเทศไทยลดการสูญเสียเงินตรา และประหยัดงบประมาณการนำเข้าน้ำเชื้อแช่แข็งจากต่างประเทศได้ประมาณปีละ 50 ล้านบาท
กรมปศุสัตว์ โดย สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ มีมุ่งมั่นในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมของไทยให้มีความก้าวหน้าทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยมุ่งเน้นในลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ คุณภาพน้ำนม และปริมาณน้ำนม ลักษณะรูปร่าง ความสมบูรณ์พันธุ์ และมีคุณสมบัติสอดคล้องกับระบบการตลาด การผลิต การเลี้ยงดู และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยสามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านพันธุกรรมโคนม ดังจะเห็นได้ว่าในการดำเนินงานด้านการพัฒนาพันธุ์โคนมมีแนวโน้มที่ดี และบ่งชี้ให้เห็นว่าอนาคตของโคนมของไทยสามารถก้าวหน้าต่อไป และยังเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านการพัฒนาพันธุ์โคนมอีกด้วย อธิบดีกล่าว.
...................................................
ข้อมูล : จุรีรัตน์ แสนโภชน์ นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

โคพันธุ์กบินทร์บุรี


เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทัลกับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายวิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี (ตั้งอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี)ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม โดยลูกโคเพศผู้ใช้เป็นโคขุนได้และแม่โคใช้รีดนมได้ การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ซิมเมนทัลคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมัน ผสมกับแม่โคบราห็มันพันธุ์แท้ ได้ลูกโคผสมชั่วรุ่นที่ 1 ที่มีเลือด 50 % ซิมเมนทัล และ 50 % บราห์มัน แล้วผสมโคชั่วรุ่นที่1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่เรียกว่า “โคพันธุ์กบินทร์บุรี”
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทัล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้มีข้อดีคือ ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มัน เพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ลูกเพศเมียใช้รีดนมได้มากพอสมควร หากจะเลี้ยงเป็นโครีดนมควรเลี้ยงใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนมที่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้ จะได้ไม่มีปัญหาในการจำหน่ายนม แต่การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนื้อมีสีแดงเข้มอาจเป็นข้อติของตลาดเนื้อโคคุณภาพดีเมื่อเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาโรเล่ย์ เช่น โคพันธุ์ตาก และโคกำแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเป็นลูกผสมซิมเมนทัล 50% กับบราห์มัน 50 % ชั่วอายุแรกจำนวน 119 ตัว ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2543 ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ (Least Square Means) ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วน้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 29.92 กิโกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่อายุ 200 วัน ) 161.75 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี (ปรับที่ 400 วัน) 288.07 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปีครึ่ง (ปรับที่อายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน หลังหย่านมถึงอายุ 400 วัน 494.97 กิโลกรัม/วัน และจาก 400 วันถึง 600 วัน 565.41 กิโลกรัม ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลี่ยวันละ 5.17 กิโลกรัม จำนวนวันรีด 119 วัน
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึ่งเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วของน้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่อายุ 200 วัน) 164.93 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี (ปรับที่ 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม
จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี (ลูกผสมซิมเมนทัล 50 % กับบราห์มัน 50 % ) จำนวน 10 ตัว เริ่มขุนที่น้ำหนักเฉลี่ย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบ 9 % สิ้นสุดการทดลองที่ 1,211 กรัม เปอร์เซ็นซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นซากเย็น 53.40
โคพันธุ์กบินทร์บุรี
เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทาลกับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้สถานีวิจัยทดสอบ พันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี (ตั้งอยู่ที่ อำเภอกบินทร์บุรี)ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม โดยลูกโคเพศผู้ใช้เป็น โคขุนได้และแม่โคใช้รีดนมได้
การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ซิมเมนทาล คุณภาพสูงจากประเทศ เยอรมัน ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 ที่มีเลือด 50% ซิมเมนทาล และ 50% บราห์มัน แล้วผสม โคชั่วที่ 1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรุงให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ กบินทร์บุรี
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทาล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้มีข้อดีคือ หากเลี้ยงแบบโคเนื้อมีการเติบโตเร็ว ซากมี ขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดีได้ ทนทาน ต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะที่จะ นำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ลูกเพศเมีย ใช้รีดนมได้ มากพอสมควร หากจะเลี้ยงเป็นโครีดนมควรเลี้ยงใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนมที่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้ จะได้ไม่มีปัญหาในการจำหน่ายนม แต่การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าหรือปล่อย ในทุ่ง หากใช้แม่โครีดนม ลูกโคที่เกิดออกมาต้องแยก เลี้ยงแบบลูกโคนม ดังนั้นผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ในการเลี้ยงโครีดนม และต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนื้อมีสีแดงเข้ม อาจเป็นข้อติของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี เมื่อเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาร์ โรเล่ส์ เช่น โคพันธุ์ตากและโคกำแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเป็น ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50% ชั่วอายุแรกจำนวน 119 ตัว ที่ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2543 ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์(Least Square Means) ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆแล้วของน้ำ หนัก แรกเกิดเท่ากับ 29.92 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม (ปรับที่ ี่อายุ 200 วัน) 161.75 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปี(ปรับที่ 400 วัน) 288.07 กิโลกรัม น้ำหนัก 1 ปีครึ่ง (ปรับที่อายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตหลังหย่านมถึง อายุ 400 วัน 494.97 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตจาก 400 วันถึง 600 วัน 565.41 กรัม/วัน ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลี่ยวันละ 5.17 กิโลกรัม จำนวนวันรีด 119 วัน
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึ่งเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัยและบำรุง พันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลี่ยลีสท์สแควร์ที่ปรับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ แล้วของ น้ำหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม(ปรับที่อายุ 200 วัน) 164.93 กิโล กรัม น้ำหนัก 1 ปี(ปรับที่ 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี(ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50%) จำนวน 10 ตัว เริ่มขุน ที่น้ำหนักเฉลี่ย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบโปรตีน 9 % สิ้นสุดการทดลองที่ 450 กิโลกรัม โคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยวันละ 1,211 กรัม เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นต์ซากเย็น 53.40 เปอร์เซ็นต์

โคพันธุ์ตาก


พันธุ์ ตาก (Tak)
ถิ่นกำเนิด ไทย
ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เป็นลูกผสมระหว่าง62.5%ชาร์โรเลส์กับ37.5%บราห์มัน
สีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีทอง ลำตัวคล้ายชาร์โรเลส์ ทนร้อน เนื้อดี โตเร็ว เหมาะสำหรับใช้ขุน
โคพันธุ์ตาก เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ที่โตเร็ว เนื้อนุ่ม เพื่อทดแทนการนำเข้าพันธุ์โคและเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศ
การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์
ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูงจากประเทศฝรั่งเศส ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้
ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก 1) ที่มีเลือด 50% ชาร์โรเล่ส์ และ 50% บราห์มัน
แล้วผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 1 ดังกล่าวด้วยน้ำเชื้อหรือพ่อบราห์มันพันธุ์แท้ได้ลูกโคชั่วที่ 2
(เรียกโคพันธุ์ตาก 2) ซึ่งมีเลือด 25% ชาร์โรเล่ส์ และ 75% บราห์มัน
จากนั้นผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 2 ด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูง
ได้ลูกโคชั่วที่ 3 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก) ซึ่งมีเลือด 62.5% ชาร์โรเล่ส์ และ 37.5% บราห์มัน
แล้วนำโคชั่วที่ 3 ผสมกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ตาก
ข้อดีของโคพันธุ์ตากมีดังนี้
1.มีการเติบโตเร็ว เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก (marbling) ซากมีขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี
2.เลี้ยงง่าย หากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร
3.เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมืองโคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูก มาเลี้ยงเป็นโคขุนได้
4.แม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตาก ผสมพันธุ์ที่แม่โคอายุ 14 เดือน น้ำหนัก 280 กก. ขึ้นไป
ข้อเสียของโคพันธุ์นี้มีดังนี้
1.การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลี้ยงในสภาพปล่อยป่าหรือปล่อยทุ่ง ควรใช้พันธุ์ตาก 1 หรือโคพันธุ์ตาก 2

โคพันธุ์กำแพงแสน



เป็นโคพันธุ์ใหม่ปรับปรุงพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยใช้พันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับบราห์มัน คล้ายกับโคพันธุ์ตาก แต่โคพันธุ์กำแพงแสนเริ่มต้นปรับปรุงพันธุ์จากโคพื้นเมือง

โคพันธุ์กำแพงแสนมีสายเลือด 25% พื้นเมือง 25% บราห์มัน และ 50% ชาร์โรเล่ส์
ส่วนลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ คล้ายกับโคพันธุ์ตาก
เมื่อวันที่ 2 - 4 ธันวาคม 2538 รัฐบาลไทย โดยกรมปศุสัตว์และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดการประกวดโคเนื้อขึ้นในงาน Worldtech’ 95 การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดในระบบสากล ผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มัน และสมาคมโคพันธุ์ซิมเมนทอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งละ 1 ท่าน โคที่นำมาประกวดในงานนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทย คือ
1. พันธุ์บราห์มัน
2. พันธุ์ลูกผสมโคเมืองร้อน (ลูกผสมบราห์มัน หรือลูกผสมฮินดูบราซิล)
3. พันธุ์เดราท์มาสเตอร์
4. พันธุ์กำแพงแสน
โดยได้ทำการประกวดกันเองในแต่ละพันธุ์ จนกระทั่งได้โคที่ดีที่สุด ซึ่งเรียกตำแหน่งนี้ว่า โคยอดเยี่ยม (GRAND CHAMPION) ของพันธุ์นั้น ๆ
เมื่อได้โคยอดเยี่ยมของแต่ละพันธุ์แล้ว(พันธุ์ละ 1 ตัว) ก็นำโคยอดเยี่ยมเหล่านั้นมาประกวดกันอีกครั้งเพื่อหาโคที่เป็นสุดยอดโคเนื้อแห่งปีในงาน WORLDTECH’95 (SUPER GRAND CHAMPION) ผลปรากฏว่า โคพันธุ์กำแพงแสนเพศผู้ เบอร์ K11-36/241 สามารถคว้าตำแหน่งสูงสุดนี้ได้
เนื่องจากโคพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคเนื้อพันธุ์แรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศไทย จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของวงการและสามารถชนะโคพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งสั่งพันธุ์มาจากต่างประเทศในราคาแพงได้จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำความรู้จักกับโคพันธุ์กำแพงแสน
ประวัติความเป็นมา
เมื่อพ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศ.ดร.จรัญ จันทลักขณา และอาจารย์ประเสริฐ เจิมพร ได้สั่งน้ำเชื้อแข็งโคเนื้อพันธุ์เฮอร์ฟอร์ดเข้ามาทดลองผสมกับโคไทยและกับโคไทยเลือดผสมเรดซินดิ ที่สถานีฝึกนิสิตทับกวางปรากฎว่า ลูกครึ่งที่ได้จากการทดลองโตเร็วขึ้นและไม่มีปัญหาในการเลี้ยงดู แต่สีสรรค์ของลูกผสมออกจะเลอะเทอะสักหน่อย ต่อมาในปี 2512 เมื่อมีการย้ายโคจากสถานีทับกวางมากำแพงแสน จึงได้ใช้น้ำเชื้อพันธุ์ชาโรเลส์เพิ่มขึ้นอีกพันธุ์หนึ่ง พบว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*ชาโรเลส์ เติบโตดีและเลี้ยงง่ายอีกทั้งสีสรรมีความสม่ำเสมอกว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*เฮียร์ฟอร์ด จึงได้ทำการผสมยกระดับเลือดชาโรเลส์ขึ้นไปเป็น 75% ปรากฏว่าแทนที่จะดีขึ้นกลับพบว่าโคทีมีเลือดเมืองหนาว 75% เลี้ยงยากมากและมีปัญหาเรื่องสุขภาพ(ในสภาพปล่อยทุ่ง) ต่อมา ได้ทดลองผสมพันธุ์ให้เป็นโค 3 สายเลือดคือนำพันธุ์บราห์มันเข้ามาร่วมกับโคไทย และชาโรเลส์ ทำให้ได้ลูกผสมที่ได้มีสีสม่ำเสมอ เลี้ยงง่าย โตเร็วและให้เนื้อคุณภาพดี ในระยะแรกๆ(2525-2530)ทำการผสมเป็น 2 แนวทางคือทำให้มีเลือดโคไทย 25% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 50% เรียกว่า กำแพงแสน 1 และทำให้มีเลือดโคไทย 12.5% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 62.5% เรียกว่า กำแพงแสน 2 แต่ภายหลังพบว่า กำแพงแสน2 เลี้ยงยากกว่าในสภาพปล่อยทุ่ง จึงตัดออกจากแผนผสมพันธุ์ เหลือเฉพาะกำแพงแสน1 และเรียกว่าพันธุ์กำแพงแสน ตั้งแต่ปี 2530เป็นต้นมา หลังจากนั้นได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อจดทะเบียนรับรองพันธุ์ประวัติ เมื่อ พ.ศ.2534 นับเป็นโคพันธุ์แรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย

ความหมายของโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
คือ โคที่มีเลือดพื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ ชาโรเลส์ 50 เปอร์เซ็นต์ มีสีขาวครีม-เหลืองทั้งตัว มีลักษณะและคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานความเป็นเลิศของโคพันธุ์กำแพงแสนซึ่งสมาคมฯกำหนดขึ้น
สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า “กำแพงแสน” เพราะการตั้งชื่อพันธุ์โคโดยทั่วไป นิยมใช้ชื่อถิ่นกำเนิดของโคนั้น ๆ เป็นชื่อพันธุ์ เช่น พันธุ์อเบอร์ดีน-แองกัส เป็นโคที่กำเนิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างเมืองอเบอร์ดีนกับเมืองแองกัส ในประเทศอังกฤษ พันธุ์ซิมเมนทอลเกิดที่หุบเขาซิมเมน ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนโคเนื้อพันธุ์แรกที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในประเทศไทย กำเนิดขึ้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จึงให้ชื่อว่า “พันธุ์กำแพงแสน”
สาเหตุที่สร้างโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” เป็นการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองของไทย คุณสมบัติที่ดีเลิศของโคพื้นเมืองที่ไม่มีโคพันธุ์ใดเทียบได้ คือความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ เป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ทั้ง ๆ ที่ได้รับอาหารไม่ค่อยสมบูรณ์นักก็ยังให้ลูกทุกปี แต่เนื่องจากโคพื้นเมืองไม่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนในระบบธุรกิจได้ ทั้งนี้เพราะมีขนาดตัวเล็ก และโตช้า จึงได้มีการปรับปรุงโคพื้นเมืองโดยการนำโคพันธุ์บราห์มันมาผสมเพื่อให้ได้ลูกมีขนาดใหญ่และโตเร็วขึ้นแต่เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า โคอินเดีย (บราห์มันและฮินดูบราซิล) มีข้อด้อยเรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ การยกระดับเลือดโคบราห์มันให้สูงขึ้นจะมีปัญหาการผสมติดยากมากขึ้น ยิ่งถ้าหากได้รับอาหารไม่สมบูรณ์ โคจะไม่ยอมเป็นสัด นอกจากนี้คุณภาพของเนื้อโคบราห์มันก็ด้อยกว่าโคเมืองหนาว ดังนั้นทางโครงการจึงพยายามรักษาเลือดโคพื้นเมืองไว้ 25 % เพื่อให้คงความดีของความสมบูรณ์พันธุ์ และจำกัดเลือดบราห์มันไว้เพียง 25 % เพื่อให้โครงร่างใหญ่ขึ้นโดยที่เรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ยังไม่เกิดปัญหา แล้วนำโคพันธุ์ชาโรเลส์ มาช่วยในเรื่องการให้เนื้อ และการเจริญเติบโต แต่โคพันธุ์ชาโรเลส์เป็นโคเมืองหนาว ซึ่งไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนบ้านเราได้ จึงจำกัดเลือดของโคพันธุ์ชาโรเลส์ไว้เพียง 50 %
โดยสรุปคือ การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” ก็เพื่อให้ได้พันธุ์โคที่มีคุณสมบัติเป็นโคเนื้อที่ดีครบถ้วนสำหรับเลี้ยงในสภาพทั่วไปของประเทศไทย โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (โคพื้นเมือง) เป็นพันธุ์พื้นฐาน
ในการสร้างและพัฒนาโคพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนั้น ในระยะแรก ๆ คุณลักษณะของโคพันธุ์นั้น ๆ อาจจะยังไม่ดีนัก แต่ได้มีการตั้งคุณลักษณะของโคในอุดมคติที่ต้องการไว้ แล้วพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้โคที่มีคุณลักษณะตรงตามที่ตั้งไว้ โคที่สมาคมจะจดทะเบียนรับรองพันธุ์ให้ก็ต้องมีลักษณะตรงกับลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้ ในการคัดเลือกโคไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์และในการประกวดโคก็จะอิงลักษณะและคุณสมบัติที่ตั้งไว้นี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้เรียกกันตามหลักสากลว่า มาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Exellence)

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หวากิว : สุดยอดโคเนื้อญี่ปุ่น วัวหวากิวและโกเบ


พันธุ์โกเบ
สำหรับคนที่ชอบทานเนื้อ น่าจะเคยได้ยินชื่อ "เนื้อโกเบ" หรือ Kobe Beef ที่ส่งตรงมาจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น
เนื้อโกเบเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลกก็ตอนที่เมืองโกเบเริ่มเปิดท่าเรือพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปี 1868 และร่ำลือกันว่าเป็นเนื้อชั้นดีที่นุ่มน่ารับประทานมากๆ ถึงขนาดได้ชื่อว่าเป็น Queen of Beef
ฉะนั้น ตอนไปญี่ปุ่น เพื่อนร่วมทริปของฉัน เธอเป็นคนชอบทานเนื้อค่ะ แต่เธอไม่เรียกร้องหาเนื้อโกเบหรอกนะคะ เพราะเมืองไทยมีเยอะ ที่เธอร่ำร้องเรียกหาคือ Matsusaka Beef ที่เป็นเพื่อนกันกับ Kobe Beef แต่เจ๋งกว่า เพราะได้ชื่อว่าเป็น King of Beef เลยเชียว
ความจริง Kobe Beef กับ Matsusaka Beef เป็นเนื้อที่มาจากวัวสายพันธุ์เดียวกันค่ะ เป็นวัวดำ Tajima-ushi ทั้งคู่ เลี้ยงกันมากในจังหวัดเฮียวโก (โกเบและมัตสึสะกะก็อยู่ในจังหวัดนี้ด้วย) เพียงแต่ว่า Kobe Beef มาจากวัวที่เลี้ยงกันในจังหวัด แต่ด้วยความที่จังหวัดนี้มีโกเบเป็นเมืองหลวง เขาเลยเรียกกันเนื้อจากจังหวัดนี้ว่า เนื้อโกเบ
ในขณะที่ Matsusaka Beef เป็นเนื้อที่มาจากเมืองมัตสึซะกะโดยเฉพาะ เลี้ยงกันบริเวณแถบแม่น้ำคุโมสุ กับแม่น้ำมิยากาว่า นอกจากจะเลี้ยงด้วยฟางหญ้า กากเต้าหู้ และข้าวสาลีอย่างดีแล้ว เวลามันเบื่ออาหาร ชาวไร่ที่นั่นเขาเสิร์ฟเบียร์ให้วัวค่ะ (ฉันว่า สงสัยเพราะเขาเลี้ยงกันด้วยเบียร์มากกว่า ที่ทำให้เพื่อนนารีขี้เมาของฉันสนใจอยากจะรับประทานขึ้นมา)
นอกจากเสิร์ฟเบียร์ เขายังมีการนวดให้ด้วย นวดเฟ้นกันเข้าไป ให้เลือดลมสูบฉีด ต่อด้วยการพ่นเหล้าโชชูเป็นละอองสเปรย์อีกต่างหาก แถมต้องพาเดินเล่นตอนบ่ายทุกวันด้วย. ขุนกันดีๆ ตัวหนึ่งหนักเป็นร้อยๆ โลเลยนะ
สนนราคา แค่กิโลละ 6,600 บาทเอง บางครั้งราคาสูงปรี๊ดเหยียบโลละหมื่นกันเลยทีเดียว และคาดว่าจะเป็นเนื้อวัวที่ราคาแพงที่สุดในโลกด้วย

วัวพันธุ์โคราช

หลายต่อหลายท่านอาจจะแปลกหูเมื่อพูดถึง วัวหวากิว Wagyu แต่พอบอกว่า วัวโกเบ ละก็ จะต้องร้องอ๋อทุกคน เพราะได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าเป็นวัวที่แพงที่สุดในโลก
แถมเขาว่าวัวโกเบนี้เขาจะเลี้ยงด้วยเบียร์ และเจ้าของจะนวดให้ด้วย ทำให้วัวมีเนื้อนุ่ม และมีไขมันแทรกในเนื้อ (มาร์บลิ่ง) สูง
ฝรั่งจะลือกันไปทั่วว่าเนื้อวัวโกเบนั้น "melt in your mouth" หรือ "ไม่ทันเคี้ยวมันก็ละลายในปากคุณเอง
ความจริงวัวโกเบ" คือ วัวหวากิว ที่เลี้ยงอยู่ในจังหวัดเฮียวโกะ (Hyoko Prefacture)
และเป็นสายพันธุ์หวากิว ที่เรียกว่า ทาจิริ (Tajiri) หรือ ทาจิม่า (Tajima)
ที่ผสมคัดเลือกสืบทอดจากบรรพบุรุษวัวตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ทาจิริ (Tajiri) โดยสรุป ด้วยเนื้อของวัวหวากิวที่เมืองโกเบ ดังกระฉ่อนโลก
เลยเรียกว่า เนื้อวัวโกเบ ปัจจุบันวัวหวากิวได้มีการเลี้ยงกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น
แต่โดยการเรียกของ ชาวญี่ปุ่น จะเรียก วัวหวากิว ซึ่ง หวา แปลว่า แห่งญี่ปุ่น กิว แปลว่า วัว
ศัพท์อีกคำที่ใช้เรียก วัวหวากิว ในโลกตะวันตก คือแจแปนนิสแบล๊ค ถ้าจะเรียกอย่างเป็นทางการ ชาวญี่ปุ่นจะเรียกว่า หวากิวขนดำ
เพราะหวากิวยังมีกลุ่มย่อยอีก 3 กลุ่ม ที่ต่างออกไป แต่หวากิวขนดำจะมีประชากรอยู่มากกว่า 90% ของหวากิวทั้งประเทศ
และเฉพาะหวากิวขนดำเท่านั้นที่มีไขมันแทรกสูงสุด หวากิวที่จะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป หลายๆ บทจะเน้นเฉพาะหวากิวขนดำ หรือ แจแปนนิสแบล๊คนี้
ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ทางไขมันสัตว์-คอเลสเตอรอล-ไขมันอุดตันในเส้นเลือด-โรคหัวใจ
ก่อให้เกิดกระแสการบริโภค "เนื้อสัตว์ไร้มัน" หรือ lean meat เพื่อสุขภาพ
แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ ได้ออกมาพูดถึง "ไขมันสุขภาพสูง"
ที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 และอื่นๆ ซึ่งกลับตาลปัตรว่า ดีกับสุขภาพ ลดคอเลสเตอรอล ลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ฯลฯ
และไขมันคุณภาพสูงเหล่านี้ คือส่วนที่เป็นไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ (ไม่ใช่ไขมันที่พอกหุ้มซากหรือไขมันใต้ผิวหนัง หรือไขมันในช่องท้อง)
ที่เรียกว่า มาร์บลิ่ง นั่นเอง เราทราบกันมาว่า ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อปลาแซลมอนเป็นมันคุณภาพ มีโอเมก้า 3 มาก ในเนื้อวัวหวากิว
คุณภาพในเรื่องนี้จะยิ่งสุดๆ ไปกว่าละครับ โปรดติดตามด้วยใจระทึก
ความเด่นในเรื่องคุณภาพเนื้อ และความดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้สร้างปรากฏการณ์การตลาด ให้เนื้อวัวหวากิวเป็นสุดยอดโคเนื้อหรือโคขุนแห่งยุคไปแล้ว
โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ราคาซากคุณภาพดีจะสูงถึงกว่าหนึ่งล้านเยน หรือประมาณ 4 แสนบาทครับ
วัวหนึ่งตัวอายุประมาณ 3 ปีราคาเท่ากับรถเก๋งหนึ่งคันในบ้านเรา ในออสเตรเลียราคาเนื้อวัวหวากิว
ส่วนที่ทำสเต๊ก เช่น สันใน สันนอก ราคาตกกิโลกรัมละประมาณ 3,000 บาท แต่ในญี่ปุ่นจะตกกิโลกรัมละร่วมหนึ่งหมื่นบาท
ภัตตาคารในอเมริกาและออสเตรเลียเสิร์ฟสเต๊กส่วนสันในราคาชิ้นละประมาณ 3,000-4,000 บาท
ผู้เขียนเคยกินเนื้อสเต๊กวัวหวากิวสไตล์ญี่ปุ่น ในภัตตาคารเมืองไทยสองครั้ง ครั้งแรกในภัตตาคารค่อนข้างไฮคลาสฐานะแขก
ทราบมาว่าราคาจานนั้น 4,800 บาท และอีกครั้งหนึ่งในย่านสยามสแคว์ ได้ขอดูเนื้อก่อนที่พ่อครัวจะปิ้ง
ก็พบว่าคุณภาพของมาร์บลิ่งอยู่ในระดับกลาง ซึ่งสะท้อนว่าเป็นเนื้อหวากิวของลูกผสม พบว่าราคาประมาณ 2,000 บาท
ทั้งสองภัตตาคารนี้เชื่อว่าเสิร์ฟเนื้อที่นำเข้ามาจากออสเตรเลีย ในรายละเอียดว่า ทำไม เนื้อหวากิวจึงมาจากออสเตรเลีย ก็จะเป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไป
และถ้ายิ่งทราบว่าทุกวันนี้ประชากรวัวหวากิวที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ที่มากที่สุดอยู่ที่ออสเตรเลีย แถมออสเตรเลียได้ผสมพันธุ์ขยายฝูง
โดยใช้เทคโนโลยีย้ายฝากตัวอ่อนเป็นหลัก ทำการผลิตโคหวากิว รุ่นอายุประมาณหนึ่งปี ส่งลงเรือขายให้ญี่ปุ่นเอาไปขุนในประเทศ
ซึ่งก็จะกลายเป็นเนื้อหวากิวผลิตในญี่ปุ่นโดยปริยาย หรือชาวออสเตรเลียขุนเองในสไตล์การขุน ระยะยาวแบบญี่ปุ่น
แล้วส่งซากเข้าไปขายในญี่ปุ่นเป็นหวากิว เมดอินออสเตรเลีย ที่น่าสนใจในเรื่องของหวากิวที่ผู้เขียนอาสามาถ่ายทอดมีประเด็นสำคัญอยู่ที่
ตัวพันธุกรรม พิเศษของหวากิวในเรื่องของไขมันแทรก ซึ่งโดยปกติวัวเนื้อพันธุ์มาตรฐานที่ถือว่าให้มาร์บลิ่งดีที่สุดในโลก ทั่วโลกยกให้วัวแบล๊คแองกัส
แต่ดีที่สุดของแบล๊คแองกัส ก็ให้ค่ามาร์บลิ่งในระดับต่ำกว่าโดยเฉลี่ยของลูกผสมหวากิวกับวัวนมพันธุ์โฮลสไตน์หนึ่งเกรด
ซึ่ง ณ วันนี้ ปริมาณเนื้อลูกผสมหวากิว กับโคนม หรือลูกผสมหวากิวกับแบล๊คแองกัสได้ถูกผลิตป้อนตลาดญี่ปุ่นและตลาดเนื้อคุณภาพดีทั่วโลก
โดยชาวออสเตรเลีย และอเมริกัน ซึ่งราคาเนื้อโคลูกผสมเหล่านี้จะมีราคาต่ำกว่าราคาเนื้อวัวหวากิวพันธุ์แท้ดั้งเดิม (Fullblood พันธุ์แท้ 100% ที่ไม่มีพันธุกรรมวัวอื่นผสมเลย)
เพียงประมาณ 20-30% เท่านั้นเอง และสามารถสร้างได้ง่ายๆ แค่เอาน้ำเชื้อวัวหวากิวพันธุ์แท้ดั้งเดิม สายพันธุ์ดีๆ มาผสมกับโคนม
แล้ววางระบบการเลี้ยงลูกไปจนถึงโคขุนอย่างปราณีต (เทคนิคต่างๆ จะได้ทยอยเล่าสู่กันฟังต่อๆ ไป)
ก็จะเกิดวงจรธุรกิจ การผลิตเนื้อโคขุนลูกผสมหวากิวในเมืองไทยอย่างไม่ยาก ทุกวันนี้เรานำเข้าเนื้อโคลูกผสมหวากิวจากออสเตรเลีย
ในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท สำหรับเนื้อส่วนคุณภาพดี ท่านผู้อ่านจะได้พบกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและสายพันธุ์โคขุน
คุณภาพเยี่ยมในอนาคตอันใกล้นี้ในเมืองไทย โดยเจ้าหวากิว จะมาอาละวาดในไม่ช้านี้ โปรดติดตาม

สาเหตุที่พันธุกรรมวัวหวากิว มีอยู่มากในออสเตรเลียตามมาด้วยอเมริกาจะได้เล่าสู่กันต่อไป แต่มีประเด็นที่น่าสนใจว่าทุกวันนี้
ปุ่นมีกฎหมายห้ามนำพันธุกรรมวัวหวากิว ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ออกจากญี่ปุ่น เขากำลังดำเนินการร่างกฎหมายให้ถือว่าพันธุกรรมหวากิว
ทุกรูปแบบเป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าประจำชาติ ก็นับว่าเป็นโชคดี (สำหรับเรา) ที่ยังสามารถซื้อหาพันธุกรรมหวากิวไม่ว่าตัวเป็นๆ ตัวอ่อน
หรือน้ำเชื้อ จากประเทศออสเตรเลียได้ แต่ระวังนะครับ ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงหวากิว เราจะจำแนกแบ่งพวกตามพื้นฐานพันธุกรรมเป็น 3 กลุ่ม ที่ต่างกันดังนี้
พันธุ์แท้ดั้งเดิม (Fullblood) คือ หวากิวที่เกิดจากสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกนำออกจากประเทศญี่ปุ่น
โดยไม่เคยมีสายพันธุ์โคอื่นใดมาผสมเจือปนเลยในสายบรรพบุรุษของมัน ไม่ว่าในชั่วไหน
เรียกว่าพันธุกรรม หวากิว เต็มขั้น 100% ประชากร Fullblood หวากิว นอกญี่ปุ่นที่มากที่สุด
คือในประเทศออสเตรเลีย พันธุ์แท้ดั้งเดิมหรือ Fullblood นั้น
จะต้องมีการจดทะเบียนพันธุ์ ซึ่งสมาคมพันธุ์หวากิวที่ใหญ่ที่สุดและเข้มแข็งที่สุดอยู่ที่ออสเตรเลีย ในการจดทะเบียนพันธุ์
จะต้องมีการตรวจสอบพันธุกรรมของลูกที่จะจดทะเบียนว่ามีเชื้อพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ ตรงกับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ระบุไว้หรือเปล่า
สอง...พันธุ์แท้ (Purebred) คือ หวากิวที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างหวากิวกับโคพันธุ์อื่นๆ
ซึ่งในชั่วแรกจะมีเลือดหวากิว 50% เราเรียกพวกชั่วแรกนี้ว่า ลูกผสม 50% หรือ F1 ใน F2 คือลูกผสม 75%
เมื่อเอาหวากิวพันธุ์แท้ดั้งเดิมผสมต่อไปจนถึงชั่วที่ 7-8 ซึ่งปริมาณเลือดหวากิวกว่า 99% ถึงจะนับว่าเป็นพันธุ์แท้ตามหลักการผสมพันธุ์
แต่ในวงการหวากิว ทั้งที่ญี่ปุ่นและทั่วโลกให้ยึดถือว่าเป็นแค่ Purebred คุณค่าราคาซากก็จะจัดอยู่ในกลุ่มลูกผสม
ไม่เทียบชั้นเป็นพันธุ์แท้ดั้งเดิมหรือ Fullblood ยิ่งคุณค่าทางการผสมพันธุ์ของพวก Purebred
จะไม่เป็นที่เหลียวแลหรือนำไปใช้ในการปรับปรุงสายพันธุ์เลย ฝูง Purebred
จะพบมากที่สุดในประเทศอเมริกาที่เริ่มโครงการผลิตโคลูกผสมหวากิวจากการนำเข้าโคพ่อพันธุ์หวากิวดำ 2 ตัว และหวากิวสีน้ำตาล 2 ตัว ในปี 1976
สาม...ลูกผสม (Crossbred) คือ ลูกผสมหวากิวกับโคอื่นๆ ไม่ว่าโคเนื้อหรือโคนม
โดยจะเรียกว่าเป็นลูกผสมชั่วไหน เช่น เป็น F1, F2 หรือ F3...ซึ่งพบว่าคุณภาพเนื้อโดยเฉพาะมาร์บลิ่งจะสูงขึ้นตามระดับเลือดที่สูงขึ้น
แต่มีความแปรปรวนสูงมาก คือพันธุกรรมไม่นิ่ง เช่น F2 บางตัวคุณภาพซากหรือมาร์บลิ่ง อาจจะลงไปในระดับต่ำแบบ F1 ได้ เป็นต้น
ในการซื้อขายเนื้อหวากิว จึงต้องจำแนกในขั้นต้นว่าเป็นวัวในกลุ่มไหน ในกลุ่ม 3 กลุ่ม
แล้วจึงมีเกรดคุณภาพซากจากลักษณะต่างๆ ในแบบฉบับของญี่ปุ่นซึ่งดูถึง 18 ลักษณะของซาก ถึงจะตีราคาซากในขั้นสุดท้าย
จุดเด่นในพันธุกรรมของหวากิวนี้ เชื่อว่าน่าจะถูกใช้ไปในการผสมข้าม คัดเลือก สร้างสายพันธุ์พันธุ์แท้โคเนื้อรุ่นใหม่ในอนาคตทดแทน
หรือเพิ่มเติมไปจากโคพันธุ์แท้มาตรฐานที่มีเลี้ยงกันอยู่ในโลกนี้ เพื่อยกระดับไขมันแทรก ยิ่งนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นไขมันคุณภาพดี หรือ Good Fat อนาคตเจ้าหวากิว จึงสด ปิ๊งปั๊ง ยิ่งบ้านเราเนื้อโคขุนคุณภาพดีขาดแคลน และคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ภัตตาคารหลายๆ แห่งปฏิเสธการใช้เนื้อวัวขุนภายในประเทศ เพราะความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพซาก หรือระดับมาร์บลิ่ง และความไม่สม่ำเสมอของปริมาณที่มากพอป้อนตลาดอย่างไม่ขาด การผลิตโคลูกผสม หวากิว-โคนม จึงน่าจะเป็นตัวแทรกและนำตลาดเนื้อโคคุณภาพดีในที่สุด ซึ่งการผลิตลูกผสมหวากิวโดยใช้พื้นฐาน ฝูงโคนม จึงเป็นธุรกิจทางเลือกที่สำคัญที่จะมาเสริม หรือรองรับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รายเล็กๆ ที่ทุกวันนี้อยู่ไม่ค่อยได้ หรืออยู่ได้ก็ไม่พอกิน ปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกรผู้ผลิตลูกโคหวากิว-วัวนมป้อนเกษตรกรที่ขุนโคเป็นอาชีพ หรือผลิตเองขุนเอง ก็ไม่ผิดกติกาอันใด
ข้อมูลจาก...อาจารย์ ดร.ดำรง ลีนานุรักษ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ชีวิตของช้าง


ช้าง....เป็นสัตว์ใหญ่ที่มีความสำคัญตลอดมาด้วยกาลเวลานับศตวรรษ นั้น มีเรื่องราวและความเป็นมาที่น่าสนใจมาก เพราะช้างเป็นสัตว์ฉลาดสามารถฝึกสอยให้เข้าใจภาษามนุษย์ และใช้งานหนักแทนเครื่องจักรได้อย่างดีเกี่ยวกับงานด้านป่าไม้ ช้างในสมัยโบราณก็ทำหน้าที่เป็นพาหนะในการเข้าสู่สงครามจนกระทั่งมีชื่อเสียงจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์

ช้างที่สำคัญที่สุดอันเป็นสัญญักษณ์ ซึ่งช่วยให้ชาวต่างประเทศรู้จักประเทศไทยก็คือ ช้างเผือก และเนื่องมาจากช้างเผือก เป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์นั้นเอง จึงมักเป็นสาเหตุของการสงครามในอตีตกาล

ภายในป่าลึกทึบเต็มไปด้วยแมกไม้ ช้างป่าจะใช้ชีวิตอย่างอิสระ ท่องเที่ยวหากินไปตามความพอใจ จนกว่าจะถูกมนุษย์รบกวน
อาหารของช้าง...อาหารที่โปรดของช้างได้แก่ประเภทที่มีรสฝาด เค็ม เปรียว หวาน เช่น ส้มมะขามเปียกกับเกลือได้ชื่อวว่าเป็นยาธาตุอย้างดี อาจเพิ่มรสชาดโดยเพิ่ม น้ำอ้อย น้ำตาลตโหนด
การผสมพันธุ์ ...

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไก่เบตง







เบตง...เป็นพื้นที่อำเภอหนึ่งของ จัง หวัดยะลา ซึ่งอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใครๆก็หวาดในยามนี้

แต่เมื่อได้เข้าไป สัมผัสกับหลายสิ่งหลายอย่างของเบตง แล้วจะ ต้องประทับใจจนลืมภัย และ ภยันตราย ทั้ง ปวง โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาหาร อย่างเช่น กบภูเขา หรือ ไก่เบตง ถือว่า เป็นของดีประจำท้องถิ่น เลยทีเดียว

ไก่เบตง....มี หงอนแบบจักร ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ขนปีกน้อย ไม่มีขนหาง สีขน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เหลืองทองเข้ม เหลืองทองอ่อน และ ขาว หรือ ขาวแซมน้ำตาล

ไก่พันธุ์นี้ทนต่อสภาพอากาศร้อน ทนต่อโรคแมลง สามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่าไก่พันธุ์พื้นเมืองทั่วๆไป ทั้งตัวผู้ตัวเมียมีอัตราใกล้เคียงกัน เพศผู้ อายุ 14 สัปดาห์ น้ำหนัก 1,800 กรัม ตัวเมีย เมื่ออายุ 18 สัปดาห์ น้ำหนัก 1,700 กรัม ....โดยน้ำหนักเฉลี่ยที่อายุ 15 สัปดาห์ จะอยู่ประมาณ 1,700 กรัม...

....ตัวเมียจะออกไข่ฟองแรกเมื่ออายุได้ 27 สัปดาห์ และจะวางไข่ได้ไม่ต่ำกว่า 100 ฟอง

ไก่เบตง....มีเนื้อมาก เหนียวนุ่มหอม รสชาติดี เนื้อไม่แฉะ จึงเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะแปรรูปอาหารชนิดใด อาทิ ไก่สับ ไก่นึ่ง ไก่ต้ม ตุ๋นยาจีน ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าไก่ ฯลฯ... อร่อยลืมอิ่มกันทั้งนั้น (แต่ต้องอยู่กับฝีมือคนปรุงด้วย)

ด้วยความอร่อย(ของเนื้อ)เป็นที่ต้องการแก่ผู้บริโภคนี้ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้นำไก่พันธุ์เบตงมาทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้สามารถเลี้ยงได้ในสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป

รศ.ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ คณบดีคณะเกษตร มก. บอกถึงเรื่องนี้ว่า...ปัจจุบันได้ทำการวิจัยและพัฒนาไก่เบตงจน กระทั่งรสชาติและคุณภาพเนื้อ เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพ ดีกว่า เนื้อมากและนุ่มกว่าเดิม อีกทั้งราคาไม่แพง...จน กระทั่งสายพันธุ์นิ่งสามารถขยายพันธุ์เข้าสู่ภาคปศุสัตว์ในภาคธุรกิจได้ จึงให้ชื่อว่า...ไก่เคยูเบ-ตง ตามนามของสถาบัน

ปัจจุบันพร้อมให้เกษตรกรโดยทั่วไปเลี้ยงเป็นอาชีพได้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับ ผู้บริโภค...

...หากสนใจ สอบถามราย ละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฟาร์มสุวรรณวาจกสิกิจ ภาควิชา สัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน โทร. 0-2579-8525 เวลาราชการ.

ปัญญา เจริญวงศ์
...............
ไก่เบตง
ไก่เบตง Betta splendens Regan ไก่เบตง Betta splendens Regan ?การเลี้ยงไก่เบตง จังหวัดยะลา? ..และการควบคุมโรค.. ประวัติความเป็นมาของไก่พันธุ์เบตง คำว่า “เบตง” เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลา ซึ่งมีพื้นที่อยู่ใต้สุดของจังหวัดยะลา และประเทศไทยมีอาณาเขตพื้นที่ติดต่อกับรัฐเคดา ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย ลักษณะพื้นที่เป็นที่สูง ราษฏรส่วนใหญ่เป็นคนไทยมีเชื้อสายจีน มีอาชีพในการทำสวนยางพาราและค้าขาย และเป็นแหล่งกำเนิดไก่ที่มีชื่อเสียงมาก เนื้อมีรสชาดอร่อยและตัวใหญ่ ตามประวัติความเป็นมาของไก่พันธุ์เบตงนี้ เป็นไก่ซึ่งมีเชื้อสายมาจากไก่พันธุ์เลียงชาน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน เมื่อชาวจีนอพยพมาจากประเทศจีนและมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ตั้งหลักแหล่งในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา จึงได้นำไก่พันธุ์นี้มีมาแพร่หลายในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงทุกวันนี้ แต่ในปัจจุบันไก่พันธุ์นี้มีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากมีการอพยพบ้านเรือนบ่อย ๆ และราษฏรบางท้องที่ไม่ได้มีการทำวัคซีนป้องกันโรค บางครั้งทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นไก่ล้มตายเป็นจำนวนมาก และอีกประการหนึ่ง คือ ราคาที่จำหน่ายในท้องที่หรือตลาดมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ประมาณ 70 – 80 บาท เนื่องจากหาซื้อยากขึ้นเพราะมีราษฏรเลี้ยงลดน้อยลง ตลาดผู้บริโภคไม่แน่นอน
ลักษณะของไก่พันธุ์เบตง

ตัวผู้ ปาก สี สีเหลืองอ่อน มีลักษณะ จงอยปากงองุ้มแข็งแรง อาจเป็นเพราะต้องหาอาหารกินเอง ตามธรรมชาติ จึงทำให้ปากมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ ตา ตานูนแจ่มใส หงอน มีหนึ่งแบบ คือ แบบหงอนจักร์ หัว ลักษณะกว้างไม่แคบ ตุ้มหู ไม่มี คอ คอตั้ง , แข็งแรง ขนคอมีสีเหลืองทองที่หัวแล้วค่อย ๆ จางลง มาถึงลำตัวลักษณะคล้ายสร้อยคอ ปีก สั้น , แข็งแรงพอเหมาะกับลำตัว ขนสีเหลือง อาจมีเส้นสีดำ 1 หรือ 2 เส้น ที่ปลายแถบของขน อก กล้ามเนื้อกว้าง ตามลักษณะไก่พันธุ์เนื้อทั่ว ๆ ไป ขนที่อกและใต้ปีกสีเหลืองบาง หลัง มีระดับขนานกับพื้นดิน (กว้าง , เป็นแผ่น ๆ) หาง มีขนหางไม่ดกมากนัก มีขนสีน้ำตาลปน หางขนมีน้อยและไม่ยาวมาก ปั้นท้าย (ก้นไก่) เป็นรูปตัดเห็นได้ชัด ขาไก่ มีขนาดใหญ่พอเหมาะกับลำตัวเช่นเดียวกับไก่พันธุ์เนื้อทั่ว ๆ ไป ขนสีเหลือง ผิวหนังมีสีแดงเรื่อ ๆ เพราะขนน้อย แต่ถ้าเป็นไก่ตอนจะมีขนดก หน้าแข้งไก่ กลม , ล่ำสัน , เกล็ดวาวแถวแนวเป็นระเบียบสีเหลือง นิ้วไก่ เหยียดตรงและแข็งแรง เล็บเท้า สีขาวอมเหลือง

ตัวเมีย หัว ลักษณะกว้าง ตา แจ่มใส หงอน รูปถั่วสั้น หรือ จักรติดหนังสือ ปาก โคนปากมีสีน้ำตาลเข้มค่อย ๆ จางมาเป็นสีเหลืองที่ปลายปาก จงอยปากงุ้ม แข็งแรง คอ คอตั้งแข็งแรง สีเหลืองอ่อน อก กว้างหนาตามลักษณะไก่พันธุ์เนื้อทั่ว ๆ ไปขนสีเหลืองดกมีขนคลุมทั่วตัว หลัง ขนสีเหลืองดก วางแนวขนานกับพื้น ปีก พอเหมาะกับลำตัว แข็งแรง ขนปีกเต็ม เป็นแบบมีสีดำประปราย หาง หางดก , สีเหลือง ขาไก่ แข็งแรง ขนาดพอเหมาะกับลำตัว ขนสีเหลืองดก หน้าแข้งไก่ กลมสีเหลือง เกล็ดวางแถวแนวเป็นระเบียบ นิ้วไก่ เหยียดตรงและแข็งแรง เล็บไก่ สีขาวอมเหลือง ความต้านทานโรค มีความต้านทานโรคสูงพอสมควร

การเลี้ยงไก่เบตง ไก่พันธุ์เบตง เป็นไก่ที่ชอบหากินอิสระในสนามหญ้าบริเวณบ้านตามป่าโปร่ง ๆ คงเป็นเพราะ ไก่พันธุ์นี้มีลักษณะไก่ป่าอยู่มาก ราษฏรในอำเภอเบตงเลี้ยงไก่พันธุ์นี้ตามบริเวณลานบ้านในสวนยางพารา ไก่พันธุ์นี้เลี้ยงเชื่องมากชอบหากินเป็นฝูง ตัวผู้รักลูกมาก บางครั้งจะพบว่าตัวผู้จะฟักลูกแทนตัวเมีย
ที่มา:กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดยะลา